Category Archives: หมวดหมู่สินค้า

HOW TO! การเลือกถังเก็บนํ้า แทงค์นํ้า ให้เหมาะกับการใช้งาน

หลายๆท่านอาจจะสับสนกับการเลือกซื้อถังเก็บน้ำหรือ แท้งค์น้ำ ว่าเราควรซื้อแบบไหนดี แบบไหนที่เหมาะกับบ้านเราดี แบบไหนที่ใช้งานได้คุ้มค่ากว่ากันดี…??? เป็นคำถามที่ วนเวียนอยู่ในหัวของเราตลอด โดยเฉพาะคนที่เริ่มทำบ้าน และไม่ได้ ถามช่างประปามาก่อน หรือ คนที่เป็นที่ใช้น้ำน้ำบาดานมาก่อนและเปลี่ยนมาใช้น้ำประปา ก็ จะมีคำถามอยู่ในหัวแบบนี้ ค่ะ และวันนี้ แอดจะพาทุกท่านมาดู วิธีเลือกถังเก็บน้ำ หรือ แทงค์น้ำให้เหมาะกับการใช้งาน ของท่านกันค่ะ

เลือกชนิดของถังเก็บน้ำ

ทุกคนคงเคยเห็นกันแล้วใช่ไหมค่ะ ว่า ถังเก็บน้ำ หรือบางคนเรียกว่า แท้งค์เก็บน้ำ ที่คนที่นิยมใช้งานจะมีอยู่ 4 แบบ ได้แก่

1. ถังเก็บน้ำสแตนเลส

           สำหรับใช้บรรจุน้ำสะอาด น้ำประปา น้ำฝน เพื่อการอุปโภค-บริโภค สะอาดปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ แข็งแรง แตกยาก ทนทาน สวย เงางาม ทนแดด ทนฝน ทนทานต่อการกัดกร่อน ฝุกร่อนยาก ทนความร้อนได้ดี ไม่เกิดกลิ่น เมื่อเก็บน้ำไว้นาน เคลื่อนย้ายสะดวก มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่เกิดตะไคร่น้ำ ง่ายต่อการทำความสะอาด และสามารถปลอยน้ำทิ้งไล่ตะกอนที่ตกค้างออกได้จนหมดถัง ควรทำความสะอาดทั้งภายใน และภายนอก ทุกๆ 6 เดือน เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวมากขึ้น

ข้อควรระวัง

1. ไม่ควรนำไปใช้บรรจุน้ำที่มีค่าความเป็นกรด เป็นด่างสูง เช่น น้ำบาดาล น้ำเค็ม น้ำกร่อย น้ำที่มีคลอรีนสูง หรือ น้ำที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างสูง เพราะอาจทำให้เกิดการรั่วซึมได้

2. ไม่ควรนำไปวางตั้งในพื้นที่สภาพแวดล้อมที่อาจทำให้เกิดผลเสีย เช่น พื้นที่ลาดเอียง ใกล้ทะเล เศษเหล็กจากการเชื่อมงาน ละองจากการพ่นสี เศษปูนจากงานก่อสร้าง สารเคมีต่างๆ เป็นต้น เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาทำให้เป็นสนิมได้

3. ห้ามใช้ข้อต่อที่เป็นเหล็กในการติดตั้ง เนื่องจากเนื้อแสตนเลสเมื่อสัมผัสกับเนื้อเหล็กแล้วจะทำปฏิกิริยาต่อต้านกัน จนทำให้เกิดสนิม ควรใช้ข้อต่อที่เป็นสแตนเลส ทอเหลือง หรือ PVC เท่านั้น เพื่อยืดอายุการใช้งาน

2. ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส

          เป็นถังเก็บน้ำสำเร็จรูปที่มีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากผลิตขึ้นจากวัสดุไฟเบอร์กลาส (Fiberglass Reinforced Plastics หรือ FRP) ซึ่งก็คือผลิตภัณฑ์พลาสติกชนิดแข็ง ที่มีการใส่วัสดุช่วยเสริมความแข็งแรงอย่าง “เส้นใยแก้ว” ซึ่งมีความอ่อนนุ่ม ทว่าเหนียว แข็งแรง และทนต่อแรงดึงได้สูงมาก ลงไป เพื่อให้ได้ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสที่มีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นสูง ไม่แตกหักง่าย มีน้ำหนักเบา และสามารถรองรับแรงอัดได้ดี

           ส่วนใหญ่คนจะเลือกใช้ถังเก็บน้ำชนิดนี้กัน เพราะดีไซน์หลากหลายสวยงาม เอาไปวางใช้งานที่บ้านแล้วดูเข้ากัน ไม่สะดุดตา อีกทั้งยังแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา รับแรงดันได้ดี ไม่เป็นพิษกับน้ำ ใช้ได้กับทั้งน้ำประปา และน้ำกร่อย

ข้อดีของถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส

1. ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสสามารถบรรจุน้ำได้หลายหลายชนิดทั้งน้ำสะอาด และน้ำกร่อย โดยไม่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำและสนิม เนื่องจากเส้นใยแก้วซึ่งเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในการผลิตไฟเบอร์กลาสไม่มีส่วนผสมของเหล็ก ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดสนิม
2. มีให้เลือกใช้งานหลากหลายรูปแบบตามความต้องการ ทั้งถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสแบบบนดินและแบบฝังดิน
3. ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสมีให้เลือกใช้งานหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กที่ใช้ตามบ้าน ไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ใช้ในงานส่วนอุตสาหกรรม
4. ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสมีความแข็งแรงกว่าถังเก็บน้ำโพลีเอทิลีน หรือ ถังเก็บน้ำพลาสติก

5. เมื่อต้องการเก็บน้ำสำรองในปริมาณมาก การใช้ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสสามารถประหยัดต้นทุนในการก่อสร้างได้มากกว่า เมื่อเทียบกับการสร้างบ่อคอนกรีตหรือบ่อปูนขนาดใหญ่
6. สามารถติดตั้งได้ง่าย และใช้เวลา รวมถึงจำนวนแรงงานในการติดตั้งน้อยกว่า
7. ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสดูแลรักษาง่าย เมื่อเกิดความเสียหายสามารถซ่อมแซมได้ทุกจุด โดยไม่ต้องทำการเปลี่ยนใหม่
8. ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส แข็งแรง ทนทาน และมีอายุการใช้งานนานถึง 20 ปี
9. ปลอดภัยสำหรับการอุปโภคบริโภค เพราะวัสดุที่ใช้เป็น Food Grade

3.ถังน้ำโพลิเมอร์ชนิดไม่ทึบแสง

          ถังเก็บน้ำ PE (โพลิเมอร์ชนิดไม่ทึบแสง) หรือ ถัง PE สีฟ้า ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง หรือที่ที่มีแสงส่องถึงเนื่องจาก คุณสมบัติของตัวเนื้อพลาสติกไม่มีความทึบแสงทำให้แสงสามารถลอดผ่านตัวถังเข้าไปสัมผัสกับน้ำได้ ทำให้มีโอกาสเกิดตะไคร่น้ำภายในถัง

        ถังเก็บน้ำ PE (โพลิเมอร์ชนิดไม่ทึบแสง) หรือ ถัง PE สีฟ้า ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง หรือที่ที่มีแสงส่องถึงเนื่องจาก คุณสมบัติของตัวเนื้อพลาสติกไม่มีความทึบแสงทำให้แสงสามารถลอดผ่านตัวถังเข้าไปสัมผัสกับน้ำได้ ทำให้มีโอกาสเกิดตะไคร่น้ำภายในถัง

ข้อดีของถังโพลิเมอร์ชนิดไม่ทึบแสง

1. เป็นถังเก็บน้ำ ที่มีราคาถูก ที่สุดในกลุ่ม
2. ไม่เกิดสนิมเนื่องจากเป็นวัสดุโพลิเมอร์ (PE)
3. สามารถบรรจุน้ำได้หลายหลายชนิด ไม่ต้องกังวลเรื่องการเกิดสนิม เพราะเป็นวัสดุ โพลีเมอร์
4. มีหลายแบบให้เลือก ทั้งแบบ ถังเก็บน้ำบนดิน และถังเก็บน้ำฝังดิน
5. มีหลายขนาดให้เลือก ตั้งแต่ถังเก็บน้ำขนาดเล็กที่ใช้ตามบ้าน จนถึงขนาดใหญ่ที่ใช้งานในส่วนอุตสาหกรรม

ข้อจำกัด

1. มีโอกาสเกิดตะไคร่น้ำภายในถังได้เนื่องจากเป็นวัสดุที่แสงสามารถลอดผ่านได้
2. สีจะซีดจางเมื่อใช้งานไปนาน ๆ
3. อายุการใช้งานไม่นานมากนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานในบ้านพักอาศัย
4. ไม่เหมาะกับการใช้งานกลางแจ้ง เนื่องจากอาจทำให้อายุการใช้งานสั้นลง
5. ข้อต่อต่าง ๆ ใช้ความร้อนในการเชื่อม อาจทำให้เกิดรอยแยก หรือ แตกร้าวได้ง่าย
6. ก้นถังเป็นพื้นเรียบทำให้ล้างทำความสะอาดได้ยาก เนื่องจากอาจมีน้ำค้างอยู่ก้นถัง

4. ถังเก็บน้ำ โพลิเมอร์ ชนิดทึบแสง

          วัสดุโพลิเมอร์ ปัจจุบันนิยมนำมาใช้ในการผลิตถังเก็บน้ำเป็นอย่างมากเนื่องจาก คุณสมบัติที่มีความสะอาด ปลอดภัย ทึบแสง ป้องกันรังสี uv ราคาที่ไม่สูงมากนัก (ขนาด 1000 ลิตร ราคาประมาณ 5,500 – 7,500 บาท) สีสันสวยงาม ด้วยการผสมสีด้วยวิธี Compounding (การใช้ความร้อน แรงดันบีบอัด สีให้เป็นเนื้อเดียวกันกับเม็ดพลาสติก)

        ดังนั้นวัสดุชนิดนี้สีจึงไม่หลุดร่อน และไม่ต้องกังวลเรื่องสารปนเปื้อนแน่นอน อายุการใช้งานยาวนาน การรับประกันสินค้า มีตั้งแต่ 15 – 25 ปี ทั้งนี้แหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจรณาด้วยเช่นกัน โดยหลัก ๆ มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

4.1 เอลิเซอร์ (Elixir by SCG)

คุณสมบัติพิเศษของ ถังเก็บน้ำ ที่ผลิตจากวัสดุเอลิเซอร์ (Elixer) คือ
1. เป็นวัสดุ Food Contact คือเป็นวัสดุที่ได้การรับรองว่าสามารถนำมาใช้สัมผัสอาหารและน้ำดื่มได้ปลอดภัย
2. สีไม่ซีดจาง ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ทำให้สีหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่มีการหลุดลอกของสี ปนเปื้อนลงในน้ำที่บรรจะภายในถังน้ำ
3. ปราศจากสารตะกั่ว และปรอท เนื่องจากใช้ส่วนผสม และสีที่มีคุณภาพสูง ไม่มีส่วนผสมของโลหะหนัก จึงไม่มีสารที่เป็นอันตรายปนเปื้อนลงในน้ำ
4. เป็นวัสดุที่มีความทึบแสง ทำให้แสงไม่สามารถลอดผ่านตัวถังเก็บน้ำได้ ทำให้น้ำที่บรรจุภายในถัง ไม่เกิดตะใคร่น้ำ ที่เป็นแหล่งสะสมของสิ่งสกปรกและเชื้อโรค
5. ไม่มีกลิ่นรบกวน เนื่องจากผ่านการทดสอบเรื่องกลิ่นด้วยมาตรฐานเดียวกับท่อน้ำดื่ม
6. มีความแข็งแรงทนทาน ด้วยส่วนผสมของสารป้องกันรังสี UV ทำให้สามารถตั้ง ไว้กลางแจ้งได้ และตัววัสดุยังผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.)

4.2 อินโนว่า (INNOVA by PTT)

คุณสมบัติพิเศษของ ถังน้ำ ที่ผลิตด้วย Polyethylene Innova by Ptt Global Chemical
1. เป็นโพลิเมอร์ คุณภาพสูง (Hexene Co-Polymer C6) มีความทนทาน หรือ ความคงทนต่อสภาพแวดล้อม สูงกว่าโพลิเมอร์ชนิดทั่วไป มากกว่า 20 เท่า
2. Foodgrade ใหม่ 100% ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก EU Food Contact , U.S. FDA ว่าสามารถใช้เป็นวัสดุ สำหรับการบรรจุ อาหารและน้ำดื่มได้
3. นวัฒกรรมการผลิตแบบ Compounding ด้วยเครื่อง Extrudsion ผ่านความร้อน และความดัน ทำให้สี และพลาสติกโพลิเมอร์รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งจะไม่หลุดลอกออกมาปนเปื้อนกับน้ำที่บรรจุ ภายในถังเก็บน้ำ
4. ใช้สี และ Additive ต่าง ๆ ในกระบวนการผลิตที่เป็น Foodgrade ทำให้ความปลอดภัย

ข้อดีของถังเก็บน้ำ โพลิเมอร์ ชนิดทึบแสง

1. มีให้เลือกหลายรูปทรง และมีสีสัน สวยงาม ทันสมัย สามารถนำไปเป็นของแต่งบ้านได้อีกแบบหนึ่ง
2. ไม่เกิดตะไคร่น้ำภายในถัง เนื่องจากเป็นวัสดุโพลิเมอร์ชนิดทึบแสง ในบางรุ่น อาจเพิ่มสารยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในเนื้อวัสดุ ทำให้น้ำมีความสะอาด ปลอดภัย
3. สามารถมั่นใจในความปลอดภัยได้เนื่องจากวัสดุเป็นสาร Food Grade ที่สามารถสัมผัสน้ำดื่มได้โดยตรง โดยไม่เกิดสารปนเปือน
4. สีสันสวยงาม ไม่ซีดจาง เนื่องจากมีสารป้องกัน UV
5. สามารถตั้งกลางแจ้งได้ (อุณภูมิน้ำภายในจะสูงขึ้นเล็กน้อย)
6. ไม่ต้องกังวลเรื่องการเกิดสนิม เพราะเป็นวัสดุ โพลีเมอร์

ข้อจำกัด

1. เนื่องจากเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ทำให้มีสินค้าออกมาให้เลือกหลายยี่ห้อ จึงอาจเกิดสินค้าลอกเลียนแบบ หรือ สินค้าที่ใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานมาผลิต อาจทำให้เกิดอันตรายได้ ควรสังเกต สัญลักษณ์การรับประกันคุณภาพสินค้าให้ดี
2. ข้อต่อต่าง ๆ เป็นวัสดุคนละชนิดกับตัวถัง อาจทำให้เกิดรอยแยก หรือ แตกร้าวได้ง่าย
3. ก้นถังเป็นพื้นเรียบทำให้ล้างทำความสะอาดได้ยาก เนื่องจากอาจมีน้ำค้างอยู่ก้นถัง

พื้นที่ในการติดตั้งถังเก็บน้ำ

โดยทั่วไป การติดตั้งถังเก็บน้ำสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การติดตั้งถังเก็บน้ำบนดิน และการติดตั้งถังเก็บน้ำใต้ดิน

การติดตั้งถังเก็บน้ำบนดิน

          การติดตั้งถังเก็บน้ำบนดินมีข้อดีในเรื่องของการติดตั้ง การดูแลรักษา การซ่อมบำรุง และการเคลื่อนย้าย ที่สามารถทำได้อย่างสะดวกและง่ายดาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดในเรื่องของอุณหภูมิของน้ำ ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศจนส่งผลต่อการเกิดตะไคร่น้ำภายในถัง ซึ่งมักจะพบได้บ่อยในถังเก็บน้ำพลาสติกชนิดโปร่งแสง ส่งผลให้การติดตั้งถังเก็บน้ำบนดินจึงนิยมใช้เป็นถังเก็บน้ำประเภทถังเก็บน้ำสเตนเลส และถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส เนื่องจากมีความแข็งแรงทนทาน และไม่เกิดตะไคร่หรือสนิมได้ง่าย

การติดตั้งถังเก็บน้ำใต้ดิน

          ในกรณีที่อาคารหรือบ้านพักอาศัยมีพื้นที่ใช้สอยอย่างจำกัด การติดตั้งถังเก็บน้ำใต้ดินก็นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยในการประหยัดพื้นที่สำหรับติดตั้ง และช่วยให้บริเวณโดยรอบอาคารบ้านพักดูเรียบร้อยสวยงาม อีกทั้งยังช่วยป้องกันปัญหาตะไคร่น้ำที่อาจเกิดขึ้นภายในตัวถังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำภายในถังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่ทั้งนี้การติดตั้งถังเก็บน้ำใต้ดินก็มีข้อจำกัดในเรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูง และการทำความสะอาด รวมถึงการซ่อมแซม ที่ทำได้ค่อนข้างยาก ส่งผลให้การเลือกใช้ถังเก็บน้ำใต้ดิน นิยมใช้เป็นถังเก็บน้ำคอนกรีต และถังเก็บน้ำพลาสติกชนิดติดตั้งใต้ดิน เนื่องจากมีความคงทน แข็งแรง และปลอดภัยค่อนข้างมาก ทำให้สามารถรองรับแรงกด และแรงกระแทกได้ดีโดยไม่เกิดการทรุดตัว และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าถังเก็บน้ำชนิดอื่น ๆ

คำนวนปริมาณของถังเก็บน้ำ

ขนาดของถังเก็บน้ำก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้ใช้งานควรเลือกพิจารณาให้ถี่ถ้วน โดยการเลือกขนาดของถังเก็บน้ำนั้น ควรเลือกพิจารณาจากจำนวนผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน และปริมาณน้ำที่ใช้ในแต่ละวันเป็นหลัก โดยสามารถพิจารณาอ้างอิงจากข้อมูลการใช้น้ำของการประปานครหลวงได้ ดังนี้

  • ผู้ที่พักอาศัยในเขตนครหลวงจะมีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 200 ลิตร ต่อคน ต่อวัน
  • ผู้ที่พักอาศัยในเขตเทศบาลจะมีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 120 ลิตร ต่อคน ต่อวัน
  • ผู้ที่พักอาศัยแถบชานเมืองจะมีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 70 ลิตร ต่อคน ต่อวัน

ซึ่งปริมาณน้ำที่ควรกักเก็บสำรองเอาไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินสามารถคำนวนได้จากสูตร : จำนวนผู้พักอาศัย X ปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย (ต่อคน ต่อวัน) X ระยะเวลาที่ต้องการสำรองน้ำไว้ใช้ (โดยปกตินิยมคำนวนที่ประมาณ 2-3 วัน)

วิธีการคำนวณ

นำจำนวนคนภายในบ้าน x 200 (ลิตร) x จำนวนวัน จะได้ปริมาณน้ำที่จะใช้ ภายในในบ้าน ตัวอย่าง เช่น ในบ้านที่มีสมาชิก 4 คน ให้เราคิดคำนวณ 4 x 200 = 800 ลิตรต่อวัน และควรเผื่อฉุกเฉิน 2-3 วัน ดังนั้นถังน้ำสำหรับครอบครัว 4 คน จึงควรมีขนาด 1,500 – 2,500 ลิตร

อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำของแต่ละคนไม่เท่ากันตามกิจกรรมที่แตกต่างกัน โดยอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่า 200 ลิตรต่อวันได้ การเลือกขนาดความจุของถังเก็บน้ำตามจำนวนสมาชิกในครอบครัว สามารถเริ่มต้นสำรองให้เพียงพอใช้ได้ใน 1 วัน ดังนี้

1. จำนวนผู้ใช้น้ำ 4 คน เลือกถังเก็บน้ำความจุ 800 ลิตร
2. จำนวนผู้ใช้น้ำ 5 คน เลือกถังเก็บน้ำความจุ 1,000 ลิตร
3. จำนวนผู้ใช้น้ำ 6 คน เลือกถังเก็บน้ำความจุ 1,200 ลิตร
4. จำนวนผู้ใช้น้ำ 7-8 คน เลือกถังเก็บน้ำความจุ 1,600 ลิตร
5. จำนวนผู้ใช้น้ำ 9-10 คน เลือกถังเก็บน้ำความจุ 2,000 ลิตร

มีช่องทางการสั่งซื้อง่ายๆมาแนะนำคะ

📲1. ช้อปผ่าน LINE : @wehomeonline
📥2. ช้อบผ่าน Inbox Facebook Page : m.me/WeHomeOnline
🛒3. LAZADA : https://www.lazada.co.th/shop/wehome-online

🛒4. NOCNOC :
🛒5. Shopee : https://shopee.co.th/wehomeonline
📞7. โทรหาเราสั่งของได้ 074-338-000

เทปกันเสียง Noise Zeal ที่เเก้ปัญหาได้มากกว่า เเค่กันเสียง

“Noise Zeal” คือ เทปสำหรับใช้ติดบริเวณประตู-หน้าต่าง เพื่อแก้ไขปัญหาเสียงดังจากภายนอกที่ลอดทะลุผ่านเข้ามาสร้างความรบกวนภายในบ้าน คอนโด หรือว่าห้องทำงานในออฟฟิศ เมื่อ Noise Zeal ได้รับการพัฒนานำมาใช้กับประตู-หน้าต่างในบ้าน จึงสามารถป้องกันเสียงดังจนทำให้เสียงดังที่เคยได้ยินนั้นลดลงแบบรู้สึกได้ทันที แต่ทั้งนี้ คุณประโยชน์ของ Noise Zeal นั้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาเสียงดังเท่านั้น แต่ยังช่วยแก้ปัญหาอื่นๆ ได้อีกหลายอย่าง

1. Noise Zeal ช่วยป้องกันฝุ่นละอองได้

ประตู-หน้าต่าง คือทางผ่านของฝุ่นละอองจากภายนอกที่อยู่อาศัย ที่ทำให้บ้านสกปรก มีฝุ่นที่เป็นอันตรายต่อสมาชิกทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะกับในสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝุ่น PM 2.5 มีปริมาณสูงขึ้นมาก ทำให้หลายๆ บ้านอาจแปลกใจว่า ทำไมตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกหายใจไม่เต็มปอด ไม่สดชื่น รู้สึกว่าแสบคอ ระคายคอ นั่นก็เป็นเพราะฝุ่นจากภายนอกบ้านเล็ดรอดผ่านเข้ามาทางช่องประตู-หน้าต่างนั่นเอง ดังนั้น การติด Noise Zeal ในบริเวณประตู-หน้าต่าง นอกจากจะช่วยกันเสียงดังได้แล้ว ยังทำให้ลดช่องว่างที่เป็นทางผ่านของฝุ่นละอองลงไปด้วย จนทำให้รู้สึกได้ทันทีว่า บ้านสะอาดขึ้น ฝุ่นน้อยลง หายใจได้เต็มปอดมากขึ้นกว่าเดิม

2. Noise Zeal ช่วยลดแรงกระแทกเวลาปิดประตู-หน้าต่างได้ดี

1. Noise Zeal ช่วยป้องกันฝุ่นละอองได้

ด้วยคุณสมบัติของการเป็นยางคุณภาพสูง จึงทำให้สามารถช่วยลดแรงกระแทกเวลาปิดประตู-หน้าต่าง หรือเวลาที่มีลมแรงพัดประตู-หน้าต่างปิดเองได้เป็นอย่างดี ซึ่งข้อดีข้อนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดปัญหาเสียงดังรบกวนที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในบ้านจากพฤติกรรมการใช้งานของเราด้วยแล้ว ยังถือเป็นการช่วยถนอมอายุการใช้งานของประตู-หน้าต่าง ให้ยาวนานขึ้นอีกด้วย เพราะแรงกระแทกจากการปิด หรือลมพัดที่รุนแรงนั้น อาจส่งผลทำให้ประตูหน้าต่างชำรุดพังได้เร็วกว่าอายุการใช้งานปกติ

3. Noise Zeal ช่วยป้องกันแมลงได้

มด ยุง แมลงวัน แมลงตัวเล็กๆ ฯลฯ บ่อยครั้งก็มักจะหลุดลอดผ่านเข้ามาทางช่องประตู-หน้าต่าง แล้วสร้างความรำคาญใจให้กับเราได้ ซึ่งการติด Noise Zeal หรือ เทปกันเสียงนั้น จะช่วยทำให้ช่องว่างบริเวณประตู-หน้าต่างหมดไปหรือเล็กลงจนแมลงต่างๆ ไม่สามารถเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้ ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่เป็นมิตรกับสุขภาพเรามากกว่าการฉีดยาฆ่าแมลง ฉีดยากันยุง และเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ใช้งบประมาณประหยัดกว่าการติดเครื่องไล่แมลงที่บ่อยครั้งก็ไม่ได้ผลดีอย่างที่เราคาดหวัง

3.Noise Zeal ติดตั้งง่าย ใช้ได้กับประตู-หน้าต่างทุกรูปแบบ

นการติดตั้ง Noise Zeal เทปกันเสียงนั้น มีความสะดวกและง่ายเป็นกันกับการติดสก็อตเทป โดยมีขั้นตอนเพียงแค่ 3 ขั้น คือ เช็ดทำความสะอาดบริเวณขอบประตู-หน้าต่างที่ต้องการติด จากนั้นลอกกระดาษสีขาวออกแล้วติดตัวเทป Noise Zeal สีดำไปตามวงกบ หรือ ร่องของประตู-หน้าต่างนั้นๆ โดยกดให้แน่นสนิท และสุดท้ายคือหากเทปยาวเกินขอบประตู-หน้าต่าง ก็ใช้กรรไกรตัดให้พอดี ก็ถือเป็นอันเรียบร้อย ทั้งนี้ เทปกันเสียง Noise Zeal จะมีด้วยกัน 2 ขนาด คือขนาดสำหรับประตู-หน้าต่างประเภทบานสวิง บานพับ หรือบานกระทุ้ง และขนาดสำหรับประตู-หน้าต่างบานสไลด์

ปัญหาเสียงดังรบกวนถือเป็นปัญหาที่ทำให้คุณภาพความสุขในการใช้ชีวิตของเรานั้นลดน้อยลง ซึ่ง Noise Zeal นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยราคาย่อมเยาเพียงหลักร้อย ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่มักพบได้บ่อยในบ้านไปได้ด้วยพร้อมกัน

คลิ๊กเพื่อสั่งซื้อ

บล็อกเเก้วดียังไง

บล็อกเเก้ว เป็นวัสดุโปร่งแสงมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมพื้นผ้า สามารถนำมาใช้ติดตั้งเป็นผนัง, เพดาน หรือพื้นได้หลายรูปแบบทั้งภายในและภายนอกอาคาร เช่น ใช้เป็นช่องแสงบริเวณต่างๆ

ข้อดีของบล็อกเเก้ว

ช่วยประหยัดไฟ

เนื่องจากบล็อกเเก้วมีความโปร่งใส สามารถปล่อยเเสงทะลุได้ ทำให้หากก่อผนังด้วยบล็อกเเก้ว  ก็สามารถทำให้บ้านดูกว้างขึ้น และสามารถลดพลังงานไฟฟ้าในช่วงกลางวันได้อีกด้วย

รองรับเเรงอัดได้มาก

บล็อกแก้วหรืออิฐแก้วนั้นมีความหนามากจึงรองรับแรงอัดได้มากถึง 7 Mpa. มากกว่าอิฐมอญถึง 2.5 เท่า อีกทั้งยังทนต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง การตกแต่งบ้านด้วยผนังบล็อกแก้วจึงแข็งแรงทนทานใช้งานได้อย่างยาวนาน

ตกเเต่งได้หลากหลาย

บล็อกเเก้วมีสีสันเเละมีลวดลายที่หลากหลาย สามารถนำไปวางผสมผสานกับวผนังบ้านได้หลากหลาย หรือใช้เป็นผนังกันในห้องน้ำเเยกระหว่างโซนเเห้งเเละเปียก

ทำความสะอาดได้ง่าย

เพียงเช็ดด้วยน้ำยาทำความสะอาด น้ำยาเช็ดกระจก หรือเช็ดด้วยน้ำเปล่า โดยไม่ต้องขัดหรือทำสี

มีช่องทางการสั่งซื้อง่ายๆมาแนะนำค่ะ

📲1. ช้อปผ่าน LINE : @wehomeonline
📥2. ช้อบผ่าน Inbox Facebook Page : m.me/WeHomeOnline
🛒3. LAZADA : https://www.lazada.co.th/shop/wehome-online

🛒4. NOCNOC : 
🛒5. Shopee : https://shopee.co.th/wehomeonline
📞7. โทรหาเราสั่งของได้ 074-338-000

สาระน่ารู้อื่นๆ

เคล็ดลับ! เลือกเครื่องตัดหญ้าที่เหมาะกับบ้านคุณ

เดือน มิถุนายน สำหรับประเทศไทย จะเป็นเดือนที่ เริ่มเข้าสู่หน้าฝน บางพื้นที่ที่อาจจะมีฝนตก ซึ่งจะมีสิ่งที่เราไม่อยากจะพบเจอโดยเฉพาะ ชาวเกษตรกร ที่จะต้องพอเจอกับ วัชพืช ที่เป็นปัญหา และอุปสรรค ในการปลูกผัก ปลูกต้นไม้ วัชพื้นเหล่านี้เติบโตโดยรวดเร็วได้ เพราะอาจะได้ปุ๋ย ที่ชาวเกษตรกร หว่านให้กับต้นไม้ ทำให้ ต้นไม่ได้รับสาอาหารไม่เพียงพอ และดังนั้น ชาวเกษตรกรจึงหันไปใช้ยากำจัด วัชพืชแทน แต่ อาจจะไม่เป็นผลร้ายแรงกับต้นไม้มากนัก แต่จะเป็นผลต่อผู้บริโภคมากเลยทีเดียว เพราะการกินผัก ผลไม้ที่ใช้สารเคมีเหล่านี้ถึงจะเป็นจำนวนเล็กน้อย แต่ร่างกายคนเราจะสะสมไปเลื่อยๆ และเป็นปัญหาระยะยาวได้

โดยเราวิธีการแก้ปัญหา ที่ง่ายสำหรับ พี่น้อง ชาวเกษตรกร ขอแนะนำ เคล็ดลับ! เลือกเครื่องตัดหญ้าที่เหมาะกับบ้านคุณ และสวนของคุณโดยจะไม่ทำให้ ผู้บริโภคต้องเสี่ยงกับสารเคมี ยากำจัดวัชพืชอีกต่อไป หรือ บางทันอาจจะใช้สำหรับตัดสวนหญ้าภายในบริเวรบ้านของท่าน เพื่อให้ลูก หลาน หรือ สัตว์เลือกของคุณได้วิ่งเลยได้ อย่างปลอยภัย และเรามาทำความรู้จักกับ เครื่องตัดหญ้ากันเลยค่ะ!!

เครื่องตัดหญ้ามีกี่รูปแบบ

     เครื่องตัดหญ้าเป็นนวัตกรรมที่มีการออกแบบ และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีรูปแบบ เเละชนิดเเยกออกมาตามลักษณะการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับลักษณะหญ้า เเละพื้นที่เเตกต่างกันออกไป ควรเลือกเครื่องตัดหญ้าให้เหมาะสม เเละตอบโจทย์กับการใช้งานได้จริง โดยเครื่องตัดหญ้ามี 3 รูปแบบ ดังนี้

1.เครื่องตัดหญ้าสะพานบ่า

เครื่องตัดหญ้าสะพายบ่า (เครื่องเหวี่ยง) ซึ่งแยกได้ 2 ชนิด เหมาะสำหรับใช้กับพื้นที่รกชัน หญ้าสูง พื้นที่สูงต่ำไม่เท่ากัน และสามารถใช้ตกแต่งพื้นขอบไหล่ทางถนน หรือ พื้นสนามหญ้าให้สวยงามและเรียบร้อยได้ดี

1.1 เครื่องตัดหญ้าสะพายบ่า แบบข้อแข็ง

     แบบธรรมดา ในการตัดจะใช้เอว สะโพกเหวี่ยงด้วยเเขนจะประคองไว้ (ปวดเมื่อยบริเวณเอวเเละบ่า) ตัดได้ทั้งหญ้าสั้น และหญ้ายาวๆ เเต่จะจำกัดระยะการตัด หากตัดใกล้ตัวต้องถอยหลัง มีน้ำหนักไม่มากเมื่อเทียบกับข้ออ่อน เน้นงานตัดหญ้าที่เรียบไม่เป็นเนินดอย เเละราคาถูกกว่า

1.2 เครื่องตัดหญ้าสะพายบ่า แบบข้ออ่อน

    แบบสะพายหลัง ในการตัดนั้นต้องใช้แขนเหวี่ยง บังคับเท่านั้น (ปวดเมื่อยบริเวณแขนเเละหลัง) ตัดได้ดีที่เป็นหญ้าสั้น ตัดเเบบเอียงองศา สามารถปรับระยะการตัดใกล้ตัวได้โดยขยับแขน หากเจอหญ้าสูงๆยาวๆ หากข้อมือหรือแขนไม่แข็งแรง หญ้าจะพันใบมีดได้ มีน้ำหนักที่มากกว่าเพราะว่าจะมีส่วนประกอบมาเพิ่ม เช่น โครงเหล็ก สายอ่อน เน้นงานเอนกประสงค์ ตัดพื้นที่ราบเเละตัดเอียงองศา สามารถใส่ใบเลื่อยเพื่อเอาไปตัดเเต่งกิ่งไม้ หรือใส่หัวพรวนดินก็ได้ มีความซิกเเซกได้เป็นอย่างดี เเละราคาเเพงกว่าเพราะมีโครงสร้างเเละอุปกรณ์เสริมเข้ามาเพิ่ม

เครื่องตัดหญ้าสะพาย จะมีเครื่องยนต์อยู่ 2 ชนิด คือ เครื่องยนต์ 2 จังหวะ กับ เครื่องยนต์ 4 จัวหวะ ซึ่งการทำงานมีความเเตกต่างกัน!

เครื่องยนต์ 2 จังหวะ

คือ การทำงานของเครื่องยนต์จะอยู่ 2 ลำดับ ช่วงชักเเรกจะทำการดูด/อัด ช่วกชักที่สองจำการระเบิด/คาย

  1. แบบคาบูลูกลอย สังเกตง่ายๆถังน้ำมันจะอยู่ด้านบนเพื่อสร้างแรงดันน้ำมันเข้าสู่คาบูเรเตอร์โดยมีลูกลอยที่อยู่ในคาบูเรเตอร์เป็นตัวเปิดปิดน้ำมันแบบอัตโนมัติ
  2. แบบคาบูไดอะแฟรมหรือผ้าปั๊ม แบบนี้ถังน้ำมันจะอยู่ด้านล่างและจะมีลูกยางใส่ๆสำหรับกดปั๊มน้ำมันอยู่ตรงคาบิวเลเตอร์ ที่นิยมใช้ตามไร่,ตามสวน

ข้อดีเเละข้อเสียของเครื่องยนต์ 2 จังหวะ

  1. มีความดัง เเละมีควันดำ มีการกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า
  2. มีความร้อนของตัวเครื่องที่ร้อนเเละสูงกว่า
  3. ให้พลังเเรงตัดหรือความเร็วรอบที่มากกว่า
  4. ราคาถูกกว่า

เครื่องยนต์ 4 จังหวะ

คือ ใช้น้ำมันเครื่องสำหรับการล่อลื่นลูกสูบ สามารถเติมน้ำมันเบนซินได้โดยตรงไม่ต้องผสมน้ำมันออโตลูปเหมือนเครื่องยนต์ 2 จังหวะ โดยการทำงานของเครื่องยนต์จะเป็นลำดับ

  1. ดูดไอดี
  2. อัดไอดี
  3. จุดระเบิด
  4. คายไอเสีย

ข้อดีเเละข้อเสียของเครื่องยนต์ 4 จังหวะ

  1. มีความเงียบ เเละควันดำไม่มาก ประหยัดเชื้อเพลิง
  2. ตัวเครื่องมีความร้อนที่ไม่สูงมาก
  3. พลังรอบที่ไม่เเรงเท่า 2 จังหวะ
  4. ราคาเเพงกว่า

2. เครื่องตัดหญ้าแบบเดินตามสี่ล้อเข็น

เครื่องตัดหญ้าแบบเดินตามสี่ล้อเข็น ซึ่งแยกได้ 2 ชนิด เหมาะสำหรับใช้ในงานพื้นที่เรียบ สนามหญ้าหน้าบ้าน ในสวนหย่อม สามารถใช้ตัดพื้นที่ได้เป็นบริเวณกว้าง ใช้งานง่าย ใช้แรงงานของกำลังเครื่องยนต์เป็นหลัก

2.1 เครื่องตัดหญ้าแบบเดินตามสี่ล้อเข็น แบบพ่นออกข้าง

    แบบ พ่นหญ้าออกด้านข้าง เป็นเครื่องตัดหญ้ารถเข็น สีล้อที่มีกำลังในการตัดที่เวลาฝนตกใหม่ เราก็สามารถตัดหญ้าได้โดยที่น้ำไม่กระเด็นใส่ แต่ก็จะมีข้อเสียในการใช้งาน หรืออาจะเพื่อภาระให้กับเราอีกคือ การที่หญ้าพ่นออกมาจากด้านข้าง ไม่มีถังเก็บจะทำให้คุณเสียเวลาเเละกำลังเเรงมากวาดหญ้าที่ตัดอีก 1 รอบ

2.2 เครื่องตัดหญ้าแบบเดินตามสี่ล้อเข็น แบบมีกล่องเก็บหญ้าด้านหลัง

    แบบ พ่นหญ้าออกด้านหลัง จะมีการใช้งานคลายๆกับเครื่องตัดหญ้าพ่นออกด้านข้าง แต่จะเป็นการออกด้านหลังแทน ซึ่งจะมีส่วนที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับรุ่นนี้ จะมีถังเก็บหญ้าด้านหลัง มีข้อดี คือ หญ้าที่พ่นออกมาจะกองไว้ที่ถัง เมื่อหญ้าเต็ม คุณก็ยกถังหญ้าไปทิ้งได้ง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องไปกวาดหญ้าอีกรอบหนึ่ง

3. รถตัดหญ้าแบบนั่งขับ หรือ รถตัดหญ้าขนาดใหญ่

           ที่มักนิยมเรียกกันว่า รถตัดหญ้าขนาดใหญ่ เพราะ สามารถบังคับทิศทางการเคลื่อนที่ได้เหมือนรถยนต์ ทั้งยังสามารถปรับระดับความลึกของใบมีดได้ ช่วยให้หญ้ามีความเรียบอย่างสม่ำเสมอกัน เหมาะกับสนามหญ้าที่มีพื้นที่กว้างมากๆ และไม่เปลืองแรงในการเก็บหญ้า แต่ไม่เหมาะแก่การใช้งานในบ้านที่มีพื้นที่สนามหญ้าแคบๆ เพราะมีราคาแพง และสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิง

แหล่งพลังงานที่ใช้ในเครื่องตัดหญ้า

          เครื่องตัดหญ้า มีการพัฒนาแหล่งพลังงานที่ให้เลือกใช้งานหลากหลายไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ น้ำมัน หรือไฟฟ้า แต่ในปัจจุบันยังมีการพัฒนาแหล่งพลังงานเพิ่มมากขึ้น แต่พลังงานที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน มี 3 ประเภทที่ช่วยเพิ่มทางเลือก และทำงานสะดวกมากขึ้น ได้แก่

1. เครื่องตัดหญ้าแบตเตอรี่

เป็นเครื่องที่ใช้พลังจากแบตเตอรี่เป็นหลักในการทำงาน มีฟังก์ชั่นการใช้งานได้หลายรูปเเบบ เพิ่มความสะดวกในการตัดได้หลากหลาย อาทิเช่น การตัดเเต่งพุ่ม เล็มขอบ เเต่งกิ่งไม้ ด้วยการเปลี่ยนหัวต่อเท่านั้นเอง เครื่องเเบบนี้จะมีมอเตอร์ไร้เเปรงถ่าน ช่วยให้อายุการใช้งานที่ยาวนาน ทั่งลดการสั่นสะเทือนในตัวที่น้อยลง ทำให้การตัดหญ้าเป็นไปได้อย่างง่ายดาย ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น

2. เครื่องตัดหญ้าใช้น้ำมัน

เป็นเครื่องที่ใช้พลังงานจากน้ำมันเป็นหลักในการทำงาน เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังที่สูง มีทั้งเป็นเครื่อง2 จังหวะ เเละ4จังหวะ เป็นที่นิยมมากที่สุดเเละคลาสสิค ต่อไปสำหรับการใช้ตัดหญ้า จุดเด่นหลักๆของเครื่องตัวนี้อยู่ที่กำลังเเรงที่เหลือเฟือในการต่อกรกับหญ้าได้หลายรูปเเบบ โดยจุดด้อยของน้ำมันจะทำให้เครื่องตัดหญ้ามีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาและราคาน้ำมันตามท้องตลาดที่ไม่เเน่นอน

3. เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้า

เป็นเครื่องที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า เริ่มเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไป สะดวกเรื่องการใช้งานที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ผู้หญิงสามารถใช้งานได้คล่อง ดูเเลรักษาง่าย เพียงเเค่เสียบปลั๊กก็สามารถใช้งานได้ตลอด การทำงานมีความสม่ำเสมอในการใช้ไฟฟ้า เหมาะกับการตัดหญ้าไม่หนามาก ตัดขอบสนามได้รวดเร็ว

การเลือกเครื่องตัดหญ้าแบบไหนเหมาะกับบ้านคุณ

การเลือกเครื่องตัดหญ้า แอดนำเทคนิคดีๆ ในการเลือกมาฝากกันค่ะ

1. เราควรเลือกการจากใช้งาน

การเลือกเครื่องตัดหญ้า โดยเลือกการจากใช้งานจะช่วยลดความซับซ้อนของการใช้งาน โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในอนาคต และเรายังต้องเลือกตามความถนัด ความเหมาะสมกับบริเวณบ้านของคุณ ซึ่งรูปแบบของเครื่องตัดหญ้ามีด้วยกัน 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้

  • เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายบ่า เหมาะกับการตัดหญ้าตามริมถนน ตามสวน ตามไร่ พื้นที่หญ้ารกสูงชัน สามารถหมุนทำงานได้ 360 องศา
  • เครื่องตัดหญ้าแบบรถเข็น เหมาะกับการใช้งานตามบ้านเรือนทั่วไป ที่มีพื้นที่ขนาดกลาง ใช้ตัดหญ้าได้เฉพาะหญ้าเตี้ยๆ
  • เครื่องตัดหญ้าแบบนั่งขับ เหมาะกับการตัดหญ้าในพื้นที่ขนาดใหญ่ นิยมใช้กับรีสอร์ท โรงแรม สนามกอล์ฟ หรือบ้านที่มีขนาดพื้นที่กว้าง โดยพื้นหญ้ามีความเรียบสม่ำเสมอกัน

2. การเลือกน้ำหนัก

สำหรับบ้านไหนที่มีสนามหน้าไม่กว้างมากนัก และปลูกหญ้าบางๆ ให้พอมีพื้นที่สีเขียวดูร่มรื่น อาจมองหาเครื่องที่มีน้ำหนักเบา เพราะจะสามารถช่วยให้คุณใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนมากแล้ว เครื่องที่มีน้ำหนักเบามักจะมีข้อเสีย คือ มีขนาดเครื่องเล็ก ทำให้ไม่เหมาะกับการใช้ตัดหญ้าที่รกหนาได้ ส่วนเครื่องที่มีน้ำหนักมาก จะมีแรงตัดมากกว่า ช่วยให้สามารถตัดหญ้าได้ในระดับเสมอดิน

3. ควรคำนึงถึงพื้นที่บริเวณบ้าน

หากสนามหญ้ามีพื้นที่กว้าง ควรเลือกเครื่องตัดหญ้าที่มีรัศมีการตัดหญ้าที่กว้าง และมีขนาดเครื่องที่ใหญ่ตามไปด้วย เพื่อประหยัดเวลา และทำให้ตัดเสร็จเร็วขึ้น ในทางตรงกันข้ามกันหากใช้เครื่องตัดหญ้าที่มีขนาดเครื่องเล็ก หรือมีรัศมีตัดหญ้าในพื้นที่แคบๆ จะทำให้ตัดหญ้าได้น้อย และใช้เวลาในการตัดหญ้านานขึ้น

4. ราคาของเครื่องตัดหญ้า

เครื่องตัดหญ้าแต่ละรุ่น แต่ละแบบ มีราคาไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ หลักพัน จนถึง หลังแสน โดยการเลือกราคาตามประเภทของเครื่องตัดหญ้า มีดังนี้

  • เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายบ่า จะมีราคาไม่แพงมากนัก โดยมีราคา 1พัน ฿ ถึง 1หมื่น ฿ 📥
  • เครื่องตัดหญ้าแบบรถเข็น จะมีราคากลางๆ โดยมีราคา 1พัน ฿ ถึง 1หมื่น ฿ 📤
  • เครื่องตัดหญ้าแบบนั่งขับ จะมีราคาจะค่อนข้างสูง โดยมีราคา 1หมื่น ฿ ถึง 1แสน ฿ 📤 📤

**ถึงแม้เครื่องตัดหญ้าแบบนั่งขับ จะมีราคาสูง แต่ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่กว้าง สามารถใช้ตัดหญ้าได้อย่างรวดเร็ว มีการเก็บหญ้าเข้ากล่อง ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาและเสียแรงในการทำความสะอาดหลังจากตัดเสร็จ**

แม้ราคาจะแตกต่างแต่สิ่งสำคัญในการเลือกเครื่องตัดหญ้า ควรเลือกที่มีมาตรฐาน มีการบริการหลังการขายและการรับประกัน เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและความคุ้มค่าในการใช้งาน

สินค้าแนะนำ

สินค้าหมดแล้ว

          การเลือกเครื่องตัดหญ้า ไม่ยากสำหรับ เลยใช้ไหมค่ะ แค่ จำหลักแค่ 4 ข้อ เลย ค่ะ คือ เราต้องการใช้งานอย่าง อยากให้มีน้ำหนักแบบไหน บริเวณบ้านเรามีพื้นที่ยังไง และราคาคุมค่ากับเรา แค่นี้เอง ค่ะ
ถ้าหากบทความของเราสามารถตอบโจทย์ให้กับคุณ ก็สามารถ ส่งความคิดเห็นกันมาได้เลยค่ะ หรือ ถ้าอยากให้ เราทำเรื่องอะไร ก็ สามารถ คอมเมนต์กันมาได้เลย นะคะ เพราะเรา คือ วีโฮม บิวเดอร์ “เพื่อนบ้านที่เข้าใจคุณ”

มีช่องทางการสั่งซื้อง่ายๆมาแนะนำคะ

📲1. ช้อปผ่าน LINE : @wehomeonline
📥2. ช้อบผ่าน Inbox Facebook Page : m.me/WeHomeOnline
🛒3. LAZADA : https://www.lazada.co.th/shop/wehome-online

🛒4. NOCNOC :
🛒5. Shopee : https://shopee.co.th/wehomeonline
📞7. โทรหาเราสั่งของได้ 074-338-000

เลือกก๊อกน้ำอย่างไรให้เหมาะกับอ่างล้างหน้า

นอกจากเลือกดีไซน์ที่สวยหรูแล้ว ในการเลือกก๊อกน้ำ ต้องคำนึงถึงอ่างล้างหน้าด้วยทุกครั้ง เพื่อให้การใช้งานที่สะดวก และป้องกันความผิดพลาดและการจัดองค์ประกอบของก๊อกน้ำและอ่างล้างหน้า ทำให้น้ำจากก๊อกกระจายออกนอกอ่าง แล้วต้องมาเสียเวลาเช็ดถูทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน WeHome จึงมีข้อมูลเกี่ยวกับก๊อกน้ำมาฝาก เพื่อให้คุณได้ทำความเข้าใจก่อนเลือกซื้อมาใช้งาน

ตำแหน่งการติดตั้งก๊อกน้ำ

สามารถติดตั้งได้ 2 จุด คือ ติดตั้งที่ผนัง และติดตั้งบนเคาน์เตอร์หรืออ่างล้างหน้า

  1. การติดตั้งที่ผนัง ก๊อกน้ำแบบฝังผนังเหมาะกับอ่างล้างหน้าทุกประเภท ข้อดีคือ ทำความสะอาดอ่างล้างหน้าได้ง่าย แต่หากก๊อกน้ำหรือระบบท่อน้ำเสีย อาจยุ่งยากในการรื้อกระเบื้องหรือทุบผนัง
  2. การติดตั้งบนเคาน์เตอร์หรืออ่างล้างหน้า เป็นก๊อกน้ำแบบที่เราเห็นกันทั่วไป สามารถติดตั้งได้ง่าย และสะดวกในการบำรุงรักษา ส่วนมากจะเห็นก๊อกน้ำแบบนี้ใช้คู่กับอ่างล้างหน้าแบบแขวน อ่างล้างหน้าแบบวางบนเคาน์เตอร์ และอ่างล้างหน้าแบบฝั่งบนเคาน์เตอร์ที่มีช่องสำหรับติดตั้งก๊อกน้ำ

ขนาดของก๊อกน้ำ

เมื่อเรารู้ประเภทของก๊อกน้ำที่เราต้องการ และรู้ตำแหน่งที่จะติดตั้งก๊อกน้ำแล้ว ต่อไปเป็นการเลือกขนาดก๊อกน้ำที่เหมาะสมกับขนาดของอ่างล้างหน้า ควรตรวจวัดความสูง-ต่ำ ความยาวของตัวก๊อก และองศาการไหลของน้ำ เพื่อให้ก๊อกอยู่ในระดับที่ใช้งานได้สะดวก ไม่สูงจากอ่างล้างหน้าจนเกินไป ทำให้น้ำกระเด็นออกนอกอ่าง หรือไม่เตี้ยติดอ่างล้างหน้าจนเกินไป ทำให้อดมือเข้าไปล้างไม่สะดวก ซึ่งวิธีการเลือกขนาดของก๊อกน้ำ มีดังนี้

1. ความสูงของก๊อกน้ำ เป็นความสูงที่วัดจากฐานก๊อกน้ำถึงปากก๊อกน้ำ หากเลือกระดับที่เหมาะสม จะทำให้สอดมือเพื่อรองน้ำได้สะดวก ซึ่งความสูงของก๊อกน้ำควรสอดรับกับความลึกของอ่างล้างหน้า เช่น หากอ่างล้างหน้าก้นตื้น ไม่ควรใช้ก๊อกน้ำเตี้ย และที่สำคัญตัวก๊อกต้องไม่ติดชิดขอบอ่างมากเกินไป การใช้งานจะสะดวกมากขึ้น
2. ความยาวของก๊อกน้ำ เป็นความยาวของปากก๊อกน้ำ โดยวัดจากก้านเปิด-ปิดน้ำถึงปากก๊อกน้ำ ยิ่งความยาวปากก๊อกมาก ก็จะยิ่งทำให้สอดมือรองน้ำได้สะดวกขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ควรเลือกขนาดที่ความยาวพอดี และเหมาะสมกับอ่างล้างหน้าที่คุณมี หากอ่างล้างหน้าที่มีเป็นอ่างขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางไม่มาก ก็ไม่ควรเลือกก๊อกน้ำที่ยาวจนเกินไป
3. องศาการไหลของน้ำ ช่วยให้สะดวกในการใช้งาน ซึ่งก๊อกแต่ละดีไซน์หรือก๊อกแต่ละยี่ห้อก็มีองศาการไหลของน้ำที่แตกต่างกันออกไป ถ้าองศาการไหลของน้ำเอียงออกจากตัวก๊อก จะใช้งานได้สะดวกกว่าองศาน้ำที่ไหลดิ่งลงตรง ๆ วิธีการเลือกองศาการไหลของน้ำ สามารถดูได้จากรูปทรงตรงปลายก๊อกน้ำ และสังเกตดูที่บริเวณรูน้ำไหลที่ปลายก๊อกได้

คุณสมบัติที่มีคุณภาพสำหรับก๊อกน้ำ
1. ควรทำมาจากทองเหลือง เพราะสามารถทนทานต่อการกัดกร่อนได้ดี
2. เป็นก๊อกน้ำที่เคลือบโครเมี่ยม ลักษณะจะเป็นมันวาว เพราะสามารถทนทานต่อสารเคมี และรอยขีดข่วนได้ดี
3. ควรมีซีลยาง และแหวานยางในตัวก๊อกน้ำ เพราะจะทนต่อการใช้งาน น้ำไม่รั่วซึม
4. ควรเป็นก๊อกน้ำที่มีระบบการเปิด-ปิดเพียงรอบเดียว เพื่อช่วยให้ประหยัดน้ำได้

สั่งซื้อกดเลย!!!
- 36%
Original price was: ฿1,232.00.Current price is: ฿790.00.
- 19%
Original price was: ฿979.00.Current price is: ฿790.00.

การเลือกใช้น้ำมันเครื่องต้องเลือกอย่างไร?

          น้ำมันเครื่อง ส่วนสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของเครื่องยนต์ เปรียบเสมือนผู้ช่วย และผู้ปกป้องเครื่องยนต์ในเวลาเดียวกัน คือ เป็นสารหล่อลื่นเพื่อลดแรงเสียดทานขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน โดยทำหน้าที่คล้ายฟิล์มเคลือบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ เพื่อลดการสึกหรอ และยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ อีกทั้งยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ ช่วยระบายความร้อนให้กับชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ ป้องกันการเกิดสนิม ชะล้างสิ่งสกปรกอย่าง คราบเขม่า ผงโลหะ เพื่อลดการอุดตันของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์
วันนี้ แอดมินพาทุกท่านมาทำความรู้จัก การเลือกใช้น้ำมันเครื่องต้องเลือกอย่างไร? ไม่เป็นการเสียเวลา ไปรับชมได้ค่ะ

หัวข้อ

ประเภทของน้ำมันเครื่องรถยนต์

1. น้ำมันเครื่องแบบสังเคราะห์แท้ (Full synthetic oil)

           น้ำมันเครื่องที่มีราคาแพงที่สุด เนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ยาวนานที่สุดอยู่ที่ 15,000-20,000 กิโลเมตร เพราะมีอัตราการระเหยที่ต่ำ เป็นน้ำมันเครื่องที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมี 100% จึงทำให้มีประสิทธิภาพสูง เหมาะกับการใช้งานในระยะยาว และผู้ที่ต้องการดูแลรถเป็นพิเศษหรือรถที่มีราคาสูง

2. น้ำมันเครื่องแบบกึ่งสังเคราะห์ (Semi-synthetic oil)

           ราคาอยู่ในระดับกลาง มีอายุการใช้งาน อยู่ที่ 7,000-10,000 กิโลเมตร น้อยกว่าแบบสังเคราะห์แท้ เป็นน้ำมันเครื่องที่มาจากการผสมน้ำมันพื้นฐาน (Base oil) แบบสังเคราะห์แท้ กับน้ำมันดิบ ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากความคุ้มค่าในเรื่องราคาและประสิทธิภาพในการใช้งานอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร

3. น้ำมันเครื่องแบบธรรมดา
(Conventional Oil)

           มีราคาถูกที่สุด และมีอายุการใช้งานน้อยที่สุดจาก 3 ประเภท อยู่ที่ 5,000 กิโลเมตรเป็นน้ำมันเครื่อง ที่กลั่นมาจากน้ำมันดิบ และไม่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ใด ๆ  ได้มาจากธรรมชาติ 100%

การเลือกใช้น้ำมันเครื่อง

          น้ำมันเครื่องรถยนต์ที่วางขายตามท้องตลาด จะแบ่งตามเครื่องยนต์ได้ 2 ประเภทคือ น้ำมันเครื่องดีเซล และ เบนซิน ซึ่งควรเลือกใช้น้ำมันเครื่องให้ตรงกับประเภทเครื่องยนต์ของรถคุณ หรือหากไม่มั่นใจ สามารถศึกษาได้จากคู่มือรถยนต์ว่าเครื่องยนต์ของคุณควรเติมน้ำมันเครื่องรถยนต์ประเภทใด ซึ่งทั้ง 2 ประเภท ล้วนมีคุณสมบัติ ระยะเวลาการใช้งาน และราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นน้ำมันเครื่องแบบสังเคราะห์แท้ กึ่งสังเคราะห์ หรือแบบธรรมดา

         ปัจจัยสำคัญในการเลือกน้ำมันเครื่อง ควรจะเลือกค่าความหนืดที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ เพื่อให้น้ำมันหล่อลื่นภายในเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรเลือกน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ซึ่งสามารถดูค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องได้จาก SAE ตามด้วยตัวเลข ซึ่งจะลงท้ายด้วย 5 หรือ 0 เช่น 15, 50 ซึ่งยิ่งตัวเลขที่มีค่ามาก ก็เท่ากับมีค่าความหนืดสูง ตัวเลขที่มีค่าน้อย น้ำมันเครื่องจะมีความใสมากกว่า ซึ่งการเลือกใช้ควรพิจารณาจากเครื่องยนต์ และอายุการใช้งาน

  • น้ำมันเครื่องแบบสังเคราะห์แท้ มีความหนืดน้อย เช่น 0W30 หรือ 5W40 จะเหมาะกับเครื่องยนต์ใหม่ สมรรถนะดีเยี่ยม
  • น้ำมันเครื่องแบบกึ่งสังเคราะห์ จะมีความหนืดเพิ่มขึ้นมา เช่น 10W40 หรือ 15W40 เหมาะกับรถยนต์ทั่วไป
  • น้ำมันเครื่องแบบธรรมดา จะมีความหนืดสูงมาก เช่น SAE50 เหมาะกับรถยนต์รุ่นเก่า ใช้มานานหลายปี

วิธีเช็คน้ำมันเครื่องด้วย “ตัวเอง”

          สำหรับวิธีตรวจเช็คน้ำมันเครื่องนั้นไม่ยาก คุณเองก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ เพียงแค่ใช้อุปกรณ์ เช่นเศษผ้าหรือกระดาษทิชชู่เท่านั้นข้อสำคัญ ต้องทำในขณะที่เครื่องยังร้อนหรือมีอุณหภูมิที่ยังคงอุ่นอยู่ โดยให้ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่องหลังจากดับเครื่องประมาณ 1-3 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงสู่อ่างน้ำมันเครื่องด้านล่างให้เรียบร้อยก่อน

ขั้นตอนแรก

จอดรถให้อยู่ในแนวระนาบ ไม่ลาดเอียง เปิดฝากระโปรงรถยนต์ให้เรียบร้อย

ขั้นตอนที่สอง

มองหาก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง และดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมา เช็ดทำความสะอาดน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดออกด้วยเศษผ้าหรือกระดาษทิชชู่

ขั้นตอนที่สาม

เสียบก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิมอีกครั้งเพื่อตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่มีอยู่ในอ่างน้ำมันเครื่อง

ขั้นตอนสุดท้าย

ดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่บริเวณปลายของก้านวัด

ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่างขีด “F” กับ “L” หรือ “Max กับ Min” แสดงว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับปกติ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป แต่ควรรักษาระดับของน้ำมันเครื่องให้อยู่สูงกว่าครึ่งหนึ่งของขีด  “F” กับ “L” หรือ “Max กับ Min” อยู่เสมอ

***ปริมาณน้ำมันเครื่องที่น้อยเกินไปหรือมากเกินไป อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้

แนะนำให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องอยู่เป็นประจำ ทุกๆ 1-2 สัปดาห์/ครั้ง หรือ อย่างน้อยเดือนละ1ครั้ง

วิธีบำรุงรักษารถยนต์

การซื้อรถสักคันไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดูแลรักษารถให้อยู่คู่กับเราและรองรับการใช้งานได้ยาวนานก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน

1. ขับขี่อย่างนุ่มนวล

การขับขี่รถอย่างนุ่มนวล ทั้งการออกตัวที่ไม่กระโชกโฮกฮากและการเว้นระยะเบรกอย่างเหมาะสม ไม่เพียงช่วยรักษาความสมบูรณ์ของตัวรถให้คงอยู่ยาวนานเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุด้วย

2. ล้างรถสัปดาห์ละครั้ง

การล้างรถช่วยให้ตัวรถดูสะอาดน่าใช้ พร้อมกับชำระล้างสิ่งสกปรกที่อาจมีฤทธิ์กัดกร่อนและฝังอยู่ในร่องหลืบที่เรามองไม่เห็น ควรทำความสะอาดภายในห้องโดยสารให้สะอาดเอี่ยมด้วยเช่นกัน ไม่ควรลืมลงแว็กซ์รถให้ทั่วเพื่อรักษาคุณภาพสีรถให้สวยเงางามหลายปี

3. จอดรถในร่ม

พยายามหาที่จอดรถในร่มเพื่อรักษาสีของตัวรถและปกป้องห้องโดยสารจากแสงแดดที่แผดเผาของบ้านเรา ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อาจใช้แผงกันแดดปิดบังคอนโซลไว้เพื่อป้องกันความเสียหายของวัสดุพลาสติก

4. เช็คระยะสม่ำเสมอ

ความสำคัญของการเข้าเช็คระยะตามกำหนด คือการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและตรวจสอบชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็นทั้งกับรถใหม่และรถมือสอง ช่วยยืดอายุการใช้งานตัวรถและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

5. ดูแลยางรถยนต์

ตรวจสอบแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอโดยเติมลมยางตามคู่มือรถอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งไม่เพียงจะให้ความปลอดภัยในการขับขี่เท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดน้ำมันด้วย

6. ล้างห้องเครื่องยนต์

ล้างห้องเครื่องยนต์อย่างน้อยปีละครั้ง เพราะเครื่องยนต์ที่สะอาดจะมีอุณหภูมิการทำงานที่ต่ำกว่าเครื่องยนต์ที่สกปรก นอกจากนี้ยังช่วยให้เราสามารถตรวจสอบได้ง่ายว่ามีชิ้นส่วนใดเสียหายบ้าง โดยอาจทำความสะอาดด้วยตนเองก็ได้แต่ควรระมัดระวังชิ้นส่วนสำคัญอย่างกรองอากาศ สายไฟและชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับระบบอิเลกทรอนิก

7. เปลี่ยนหัวเทียน

หลายค่ายรถแนะนำให้เปลี่ยนหัวเทียนทุก 50,000 กม. ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะเครื่องยนต์

8. ดูแลรักษาแบตเตอรี่

ถึงแม้แบตเตอรี่ในรถของคุณจะเป็นแบบ maintenance free หรือไม่จำเป็นต้องดูแลรักษา แต่ก็ควรตรวจสอบสภาพตัวแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอเพื่อยืดอายุการใช้งาน โดยควรทำความสะอาดให้ใหม่อยู่ตลอดเวลาและตรวจดูว่ามีความเสียหายใดๆ หรือไม่

สินค้าแนะนำ

          เป็นยังไงกันบ้างค่ะ สำหรับ วิธีเลือกน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมสำหรับรถยนต์ของคุณ และ แอดคิดว่าการบำรุงรักษาก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรุยนต์ของคุณด้วย เพราะ การที่เราจะมีรถยนต์ แต่เราแน้แต่การใช้งานตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของรถของท่านก็ จะเป็นการเปลื่องทรัพย์สินในภายกาคหน้าได้เช่นกัน แอดได้รวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจในการใช้รถ และท่านใดที่มีรถยนต์อยู่แล้ว ควรที่จะรักษารถของท่านให้อยู่ในสภาพดี และ ไม่คราวปล่อยให้เสียหายนะคะ เพราะอาจจะเกิดอัตรายกับท่านได้

มีช่องทางการสั่งซื้อง่ายๆมาแนะนำคะ

📲1. ช้อปผ่าน LINE : @wehomeonline
📥2. ช้อบผ่าน Inbox Facebook Page : m.me/WeHomeOnline
🛒3. LAZADA : https://www.lazada.co.th/shop/wehome-online

🛒4. NOCNOC :
🛒5. Shopee : https://shopee.co.th/wehomeonline
📞7. โทรหาเราสั่งของได้ 074-338-000

เคล็ดลับในการลวดเชื่อม (สำหรับผู้เริ่มต้น)

          ลวดเชื่อมที่ถือว่ามีความสำคัญต่องานเชื่อมโลหะทุกรูปแบบนั้นจะถูกทำขึ้นมาหลากหลายประเภท เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งานของโลหะในแต่ละแบบมากที่สุด ดังนั้น เคล็ดลับในการเลือกซื้อลวดเชื่อม (สำหรับมือใหม่)คุณจึงควรรู้ถึงคุณสมบัติที่ดีของลวดเชื่อม เพื่อทำให้คุณได้ลวดที่มีคุณภาพ โดยดูจากลวดเชื่อมที่ดีควรมีความทนทานต่อความร้อนสูง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมแก๊สหรือเชื่อมไฟฟ้าและมีความยืดหยุ่นในตัว ควรทนทานต่อทุกสภาวะ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศแบบใดก็สามารถที่จะเชื่อมต่อโลหะได้อย่างทนทาน แข็งแรง และใช้งานได้ยาวนาน ทำให้การเชื่อมต่อของโลหะเป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็ว พร้อมให้การยึดติดที่ดี มีความต้านทานต่อความร้อน ทนทานต่อรอยร้าว และสามารถเติมเต็มรอยต่างๆ และลวดเชื่อมที่จะได้รับความนิยม คือ ลวดที่ใช้แล้วควันน้อย ประกายไฟมีไม่มาก และไม่ทำให้กลิ่นรุนแรงมากจนเกินไป โดยเฉพาะ ถ้าเลือกที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับตัวงาน ย่อมทำให้คุณสามารถทำทุกงานออกมาอย่างดีเยี่ยมได้ง่ายดายมากขึ้นและให้ความปลอดภัยต่อการใช้งานที่มากกว่าเดิมอีกด้วย

เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่เหมาะสม

เครื่องมือและอุปกรณ์เชื่อมไฟฟ้าที่จะกล่าวถึงมีดังนี้

1. เครื่องเชื่อม (Welding Machine)
2. ตัวจับลวดเชื่อมหรือตัวจับอิเล็กโทรด (Electrode Holder)
3. สายเชื่อม (Welding Cable)
4. ตัวจับสายดิน (Ground Clamps)
5. ข้อต่อสายเชื่อม (Quick – cable connector)
6. หน้ากากเชื่อม (Helmet)
7. หมวกนิรภัย (Safety Hat)
8. ค้อนเคาะสแลก (Chipping Hammer)
9. แปรงลวดทําความสะอาด (Wire Bruch)
10. คีมจับงาน (Tongs)

          หากท่านใดต้องการรู้ขั้นตอนการเลือกซื้อเครื่องเชื่อม แอดแนะนำ 3 ขั้นตอน การเลือกอุปกรณ์งานเชื่อม แอดได้นำวิธีการเลือกอุปกรณ์ “ตู้เชื่อม” และหลักการเลือกซื้อ “ลวดเชื่อม” มาให้คุณได้อ่านกัน!!

เลือกขนาดของลวดเชื่อมที่เหมาะสม

            นอกจากจะต้องพิจารณาถึงลักษณะงานที่ทำ และทราบรายละเอียดของงานแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงขนาดที่เหมาะสมระหว่างลวดเชื่อมไฟฟ้า และตัวชิ้นงานเอง เพื่อให้สามารถใช้งานได้สะดวก และเพื่อป้องกัน อันตรายจากงานเชื่อมไฟฟ้า ซึ่งการใช้งานลวดเชื่อมไฟฟ้าแต่ละขนาดให้พิจารณาตามความเหมาะสมดังนี้

1. ลวดเชื่อมไฟฟ้าขนาด 1.6mm. เหมาะสำหรับเหล็กบาง 0.8 – 1.0 mm. และงาน DIY ทั่วไป
2. ลวดเชื่อมไฟฟ้าขนาด 2.0mm. เหมาะสำหรับเหล็กบางประมาณ 1mm.
3. ลวดเชื่อมไฟฟ้าขนาด 2.6mm. เหมาะสำหรับเหล็กตัวซี , เหล็กกล่อง และเหล็กทั่วไป
4. ลวดเชื่อมไฟฟ้าขนาด 3.2mm. เหมาะสำหรับงานโครงสร้างเหล็กทั่วไป และงานเชื่อมเรือเดินทะเล

ตั้งค่ากระแสเชื่อมให้ถูกต้อง

          กระเเสเชื่อม คือ การปรับตั้งค่าการกระเเสเชื่อมนั้น มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งของการเชื่อมชิ้นงาน ซึ่งงานที่เราเชื่อมจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับการปรับกระเเสไฟของการเชื่อม การปรับหรือการตั้งกระเเสไปตามขนาดของลวดเเละของชิ้นมีหลากหลายรูปเเบบจะมีอะไรบ้างไปดูกัน

1. การเชื่อมเเบบ MMA หรือเรียกอีกอย่างว่าการเชื่อมเเบบไฟฟ้า

การเชื่อมเเบบไฟฟ้านั้นมีขั้นตอนก่อนเชื่อมดังนี้

  • เความเร็วในการเชื่อม
  • เเนวเชื่อมมีความสวยงามน้อย
  • เชื่อมได้ง่าย ไม่ต้องใช้ทักทํกษะในการเชื่อมมาก
  • สามารถเชื่อมวัสดุชิ้นงานได้บางชนิด
  • เครื่องมือเเละอุปกรณ์ที่ใช้ราคาไม่สูงเปรียบเทียบกับราคาเครื่องเเละอุปกรณ์ ไม่รวมวัสดุสิ้นเปลื้อง

การปรับกระเเสเชื่อมไฟฟ้าหรือ MMA

ตัวอย่างชิ้นงานเชื่อมเเบบไฟฟ้าหรือ MMA

     เเน้นการเชื่อมเหล็กเป็นหลัก สำหรับอลูมิเนียม และสแตนเลสสามารถทำได้

2. การปรับกระเเสเชื่อม MIG/MAG

การเชื่อมเเบบ MIG/MAG มีขั้นตอนดังนี้

  • ความเร็วในขณะเชื่อมสูง
  • เเนวเชื่อมมีความสวยงามปานกลาง
  • ใช้เสลสูงในการติดตั้ง
  • ต้องใช้ทักษเเละความชำนาญปานกลางในการเชื่อม
  • สามารถเชื่อมวัสดุชิ้นงานได้บ้างชนิด
  • ราคาเครื่องมือเเละอุปกรณ์ที่ใช้สูง เปรียบเทียบจากราคาเครื่องเเละอุปกรณ์ ไม่รวมวัสดุสิ้นเปลื้อง

ขั้นตอนในการประกระเเสเชื่อมของระบบ MIG/MAG มีดั้งนี้

ตัวอย่างชิ้นงานเชื่อมเเบบไฟฟ้าหรือ MIG

     เหมาะสำหรับงานเชื่อมเหล็กที่ต้องการความรวดเร็ว แข็งแรง และประสิทธิภาพในการเชื่อมสูง สามารถเชื่อมอลูมิเนียม และสแตนเลสได้ด้วย

3. การปรับกรเเสเชื่อม TIG หรือ การเชื่อมอาร์กอน

การเชื่อมเเบบอาร์กอน หรือ TIG มีดังนี้

  • ความเร็วต่ำในขณะทำการเชื่อม
  • เเนวเชื่อมมีความสวยงามมาก
  • ใช้เวลาปานกลางในการติดตั้ง
  • ต้องใช้ทักษะในการเชื่อมสูง
  • สามารถเชื่อมวัสดุชิ้นงานได้หลากหลายชิ้น
  • เครื่องมือเเละอุปกรณ์ที่ใช้นั้นมีราคาสูง เปรียบเทียบกับราคาเครื่องเเละอุปกรณ์ ไม่รวมวัสดุสิ้นเปลื้องเป็นต้น

การปรับการเชื่อมอาร์กอนหรือ TIG มีดั้งนี้

ตัวอย่างชิ้นงานเชื่อมเเบบอาร์กอนหรือ TIG

     สามารถเชื่อมวัสดุได้หลากหลาย ให้ความแข็งแรงสูง แต่ความเร็วต่ำในการเชื่อม

เทคนิคการเชื่อมที่เหมาะสม

การเชื่อมด้วยไฟฟ้า (Arc Welding)
การเชื่อมแก๊ส (Gas welding)

          การเชื่อมด้วยไฟฟ้าเป็นวิธีการเชื่อมโลหะ โดยการทำให้โลหะหลอมละลายพร้อม ๆ กับลวดเชื่อม ด้วยกระแสไฟฟ้า

1. การเชื่อมด้วยไฟฟ้า (Arc Welding)

การเริ่มต้นอาร์ค

          การเริ่มต้นฝึกหัดเชื่อมจะเริ่มต้นจากการอาร์คก่อน การอาร์ค คือ ระยะห่างระหว่างปลายลวดเชื่อมกับผิวโลหะงาน ซึ่งเป็นระยะพอดีที่จะทาให้การอาร์คเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การเริ่มต้นอาร์ค มี 2 วิธีคือวิธีการขีดและวิธีการเคาะ

วิธีการขีด เป็นการบังคับให้ลวดเชื่อมสัมผัสกับโลหะงานโดยการขีดออกข้าง ๆ จนเกิดการอาร์ค แล้วยกลวดเชื่อมขึ้นเล็กน้อยจนได้ระยะอาร์คที่ต้องการคือประมาณ 1/8 นิ้ว

วิธีการเคาะ เป็นการบังคับให้ลวดเชื่อมกระแทรกลงไปในแนวดิ่งจนสัมผัสกับโลหะงานแล้วยกขึ้น-ลง จนเกิดการอาร์ค ตามที่ต้องการ

ตำแหน่งท่าเชื่อมไฟฟ้า

     ในการเชื่อมไฟฟ้าจะมีท่าเชื่อมในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

1. การเชื่อมต่อเกยในท่าราบ  การเชื่อมต่อเกยท่าราบเป็นแบบของรอยต่อที่นิยมใช้กันมากในงานอุตสาหกรรม ด้านต่าง ๆ จัดเป็นรอยต่อที่ประหยัด ไม่เสียเวลาในการเตรียมงาน รอยต่อเกยจะมีความแข็งแรงสูงสุดเมื่อเชื่อมรอยต่อทั้งสองด้าน ในการเชื่อมจะต้องไม่ใช้กระแสไฟสูงเกินไป มุมของลวดเชื่อมในขณะเชื่อมประมาณ 45 – 60 องศา การเคลื่อนไหวลวดเชื่อมจะเป็นลักษณะเดินหน้า ถอยหลัง ไปตามแนวเชื่อม การเคลื่อนไหวลวดเชื่อมเช่นนี้จะเป็นการอุ่นโลหะงานให้ร้อนล่วงหน้าก่อนที่จะเชื่อมไปถึง ซึ่งจะทำให้รอยเชื่อมนูนสมบูรณ์ และป้องกันไม่ให้สแลคหลอมเหลวไหลล้ำหน้ารอยเชื่อม

2. การเชื่อมรอยต่อชนท่าราบ  รอยต่อชนท่าราบเป็นรอยต่อที่ใช้กันมากสำหรับการต่อโลหะงานทั่วไป โลหะงานซึ่งหนาเกิน ¼ นิ้ว เมื่อทำการเชื่อมรอยต่อทั้งสองด้านแล้วจะเป็นรอยต่อที่มีประสิทธิภาพสูงมาก การที่จะให้รอยเชื่อมมีความแข็งแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของการซึมลึกของรอยเชื่อม ขนาดของการซึมลึกจะขึ้นอยู่กับขนาดของลวดเชื่อมและกระแสที่ใช้ในการเชื่อม สาหรับงานที่มีความหนา 3/16 นิ้ว เมื่อเชื่อมรอยต่อเพียงด้านเดียว รอยต่อจะเว้นระยะไว้เสมอ การเชื่อมรอยต่อชนท่าราบจะต้องปรับกระแสให้เหมาะกับลวดเชื่อม ขณะเชื่อมลวดเชื่อมจะต้องเอียงไปข้างหน้า 10 – 20 องศาตามทิศทางที่ลวดเชื่อมเคลื่อนที่ไป

3. การเชื่อมรอยต่อรูปตัวทีในท่าราบ  การเชื่อมรอยต่อชนรูปตัวที จะต้องปรับกระแสไฟให้สูงพอที่จะทำให้โลหะหลอมเหลวจนไหลได้ง่าย เพื่อทำให้เกิดการซึมลึกลงไปจนถึงส่วนล่างสุดของรอยต่อ การบังคับลวดเชื่อมไปยังมุมของรอยต่อ ต้องชี้อยู่บนโลหะแผ่นตั้งมากกว่าแผ่นนอน พร้อมกับเอียงลวดเชื่อมไปข้างหน้าประมาณ 30 – 40 องศา พยายามเคลื่อนลวดเชื่อมด้วยความเร็วสม่ำเสมอ และมีการเดินหน้าถอยหลังในระยะสั้น เพื่อเป็นการอุ่นงานส่วนล่างสุดของรอยต่อ และยังป้องกันสแลคหลอมเหลวล้าหน้ารอยเชื่อม

4. การเชื่อมในท่าขนานนอน  การเชื่อมรอยต่อแบบต่าง ๆ ในท่าขนานนอน การบังคับลวดเชื่อม จะต้องบังคับให้ลวดเชื่อมชี้ขึ้นเป็นมุม 20 องศา เพื่อใช้แรงผลักดันจากการอาร์ค ช่วยพยุงให้โลหะที่หลอมเหลวในแอ่งไหลลงมาไหลย้อนขึ้นไปกับรอยเชื่อม นอกจากนี้จะต้องเอียงลวดเชื่อมเป็นมุม 20 องศาในทิศทางการเคลื่อนที่ของลวดเชื่อมด้วย เช่นเดียวกับการเชื่อมในท่าราบ

5. การเชื่อมในท่าตั้ง  การฝึกหัดท่าเชื่อมลักษณะนี้แบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ การเชื่อมขึ้น (Up Hill) และการเชื่อมลง (Down Hill) การเชื่อมขึ้น มีเทคนิคที่สาคัญ คือการบังคับให้ลวดเชื่อมตั้งฉากกับพื้นผิวโลหะงานและการเอียงลวดเชื่อมทำมุมชี้ขึ้นไม่เกิน 10 องศา การปรับกระแสควรปรับให้มีกระแสค่อนข้างสูงเสมอ ขณะทาการเชื่อมควรเคลื่อนไหวลวดเชื่อมเป็นแบบยกขึ้น แล้วลดต่าลงมาที่แอ่งโลหะหลอมเหลวเป็นระยะประมาณ 2 นิ้วแต่ระวังอย่าให้การอาร์คดับ

การเชื่อมลง  จะต้องปรับกระแสให้เพิ่มขึ้น เอียงลวดเชื่อมทำมุมชี้ขึ้นประมาณ 15 – 20 องศา และบังคับลวดเชื่อมให้ตั้งฉากกับผิวหน้าของโลหะงาน ขณะเชื่อมควรใช้ระยะอาร์คสั้น ๆ เพราะตามปกติแล้วสแลค จะละลายไหลล้าหน้ารอยเชื่อม เมื่อเห็นว่าสแลค ไหลพยายามลดระยะอาร์คให้สั้นลง พร้อมกับเพิ่มความเร็วให้มากขึ้น ถ้าไม่ได้ผลให้เคาะสแลคออกทำความสะอาด แล้วเริ่มเชื่อมต่อไป

6. ท่าเชื่อมเหนือศีรษะ  เป็นท่าเชื่อมที่ปฏิบัติยากที่สุด และเกิดอันตรายกับผู้ปฏิบัติมากที่สุดถ้าหากสวมชุดปฏิบัติงานไม่ถูกต้อง ที่สาคัญสำหรับการเชื่อมท่าเหนือศีรษะคือ การปรับขนาดของกระแสไฟต้องให้สูงไว้ และใช้ระยะอาร์คสั้น ๆ บังคับให้ลวดเชื่อมตั้งฉากกับพื้นผิวโลหะงาน และทำมุมเอียงประมาณไม่เกิน 10 องศา ตามทิศทางการที่ลวดเชื่อมเคลื่อนที่ไป การเคลื่อนที่ลวดเชื่อมจะเป็นลักษณะเดินหน้าถอยหลัง หรือเคลื่อนไหวลวดเชื่อมแบบส่าย

7. แบบของรอยต่อเชื่อม  แบบของรอยต่อเชื่อมต่าง ๆ สามารถแยกออกได้ตามพื้นฐานของรอยต่อเชื่อมเบื้องต้นสาหรับผู้ฝึกปฏิบัติงานใหม่ ได้ดังนี้

1. แบบรอยต่อชน (Butt Joint)

2. แบบรอยต่อเกย (Lap Joint)

3. แบบรอยต่อมุม (Corner Joint)

4. แบบรอยต่อตัวที (T – Joint)

5. แบบรอยต่อขอบ (Edge Joint)

ความปลอดภัยในการเชื่อมไฟฟ้า

     การปฏิบัติการเชื่อมใด ๆ ผู้ปฏิบัติต้องคำนึงถึงความปลอดภัยไว้เสมอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด อุบัติเหตุกับตนเองหรือผู้อื่นความปลอดภัยเหล่านี้ได้แก่

1. การป้องกันนัยน์ตาและใบหน้า เพื่อไม่ให้ได้รับอันตรายจากรังสีอุตราไวโอเลต และรังสีอินฟาเรท หรือสะเก็ดไฟ โดยการสวมแว่นตานิรภัยและหน้ากากเชื่อม

2. ขณะทำการเชื่อมควรสวมเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยวัสดุทนไฟหรือติดไฟยาก

3. ถ้าเสื้อผ้าหรือกางเกงที่มีกระเป๋าจะต้องมีฝาปิด กางเกงจะต้องไม่พับขา

4. ขณะปฏิบัติงานควรสวมถุงมือหนังสาหรับการต่อเชื่อม

5. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า ห้ามทำการต่อไฟฟ้าเข้าเครื่องเชื่อมเอง ควรปล่อยเป็นหน้าที่ของช่างไฟฟ้า

6. อย่าปล่อยให้ร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดถูกรังสีขณะทาการเชื่อม

7. ห้องปฏิบัติงานต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ป้องกันควันที่เกิดจากการเชื่อม

8. หลีกเลี่ยงการปฏิบัติงานในที่เปียกชื้นเพราะอาจถูกไฟฟ้าดูดได้

9. ขณะทำการเชื่อมต้องคานึงถึงแหล่งวัตถุไวไฟ ควรให้อยู่ห่าง ๆ

10. ควรมีถังดับเพลิงอยู่ในบริเวณที่ทำการเชื่อม

1. การป้องกันนัยน์ตาและใบหน้า เพื่อไม่ให้ได้รับอันตรายจากรังสีอุตราไวโอเลต และรังสีอินฟาเรท หรือสะเก็ดไฟ โดยการสวมแว่นตานิรภัยและหน้ากากเชื่อม

2. ขณะทำการเชื่อมควรสวมเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยวัสดุทนไฟหรือติดไฟยาก

3. ถ้าเสื้อผ้าหรือกางเกงที่มีกระเป๋าจะต้องมีฝาปิด กางเกงจะต้องไม่พับขา

4. ขณะปฏิบัติงานควรสวมถุงมือหนังสาหรับการต่อเชื่อม

5. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า ห้ามทำการต่อไฟฟ้าเข้าเครื่องเชื่อมเอง ควรปล่อยเป็นหน้าที่ของช่างไฟฟ้า

6. อย่าปล่อยให้ร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดถูกรังสีขณะทาการเชื่อม

7. ห้องปฏิบัติงานต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ป้องกันควันที่เกิดจากการเชื่อม

8. หลีกเลี่ยงการปฏิบัติงานในที่เปียกชื้นเพราะอาจถูกไฟฟ้าดูดได้

9. ขณะทำการเชื่อมต้องคานึงถึงแหล่งวัตถุไวไฟ ควรให้อยู่ห่าง ๆ

10. ควรมีถังดับเพลิงอยู่ในบริเวณที่ทำการเชื่อม

2. การเชื่อมแก๊ส (Gas welding)

          การเชื่อมแก๊ส หมายถึงขบวนการที่ทำให้โลหะประสานกัน โดยการให้ความร้อนกับโลหะงานจนถึงอุณหภูมิที่โลหะชนิดนั้นหลอมละลาย โลหะเมื่อหลอมละลายจะรวมตัวเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน การเชื่อมแก๊สเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันการเชื่อมมักจะใช้เปลวไฟที่เกิดจากการสันดาประหว่างแก๊สเชื้อเพลิงกับอากาศ การสันดาประหว่างแก๊สเชื้อเพลิงกับอากาศแยกออกเป็นแบบต่างๆ ได้ 3 แบบ คือ

1. การสันดาปของแก๊สเชื้อเพลิงกับออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศโดยตรง เช่น การสันดาปของเทียนไข หรือตะเกียงแก๊สที่แม่ค้าใช้ขายของตอนกลางคืนการสันดาปชนิดนี้จะมีผลดังนี้

   1.1 เปลวไฟที่ได้จากการสันดาปมีอุณหภูมิต่ำ

   1.2 เปลวไฟมีความสะอาดน้อยมาก

   1.3 ให้ปริมาณความร้อนต่ำ

2. การสันดาปของแก๊สเชื้อเพลิงในบรรยากาศผ่านรูดูดอากาศของหัวเผา ตัวอย่างของการสันดาปลักษณะนี้ได้แก่ ตะเกียงบุนเสน (Bunsen) การสันดาปลักษณะนี้จะมีผลดังนี้

   2.1 เปลวไฟที่ได้จากการสันดาปมีอุณหภูมิสูงกว่าแบบแรก

   2.2 เปลวไฟมีความสะอาดมากกว่าแบบแรก

   2.3 ให้ปริมาณความร้อนมากกว่าแบบแรก

3. การสันดาปของแก๊สเชื้อเพลิงกับออกซิเจนที่นามาจากแหล่งที่มีความดัน โดยผสมกันก่อนการสันดาป เช่นการสันดาปของหัวเชื่อมแก๊ส การสันดาปลักษณะนี้จะมีผลดังนี้

    3.1 เปลวไฟที่ได้จากการสันดาปมีอุณหภูมิสูงสุด

    3.2 เปลวไฟมีความสะอาดมากที่สุด

    3.3 ให้ปริมาณความร้อนมากที่สุด

การจุดเปลวไฟเชื่อม และการดับเปลวไฟแก๊ส

          ก่อนจุดเปลวไฟเชื่อมทุกครั้งต้องตรวจดูอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย โดยเริ่มจากเครื่องกำเนิดแก๊ส หรือขวดบรรจุแก๊สว่ามีรอยรั่วหรือไม่ เครื่องบังคับแก๊ส ลิ้นนิรภัย เกจวัดความดัน และอุปกรณ์อื่น ๆ รวมทั้งสายเชื่อม หัวเชื่อม ที่สาคัญคืออุปกรณ์ป้องกันไฟกลับต้องมีน้ำบรรจุเต็มตามระดับที่กำหนดเมื่อตรวจอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อย ให้เปิดลิ้นที่ขวดบรรจุแก๊สออกซิเจนก่อนโดยหมุนเปิดอย่างช้า ๆ และหมุนเปิดจนสุดระยะเกลียวทุกครั้ง เพื่อป้องกันแก๊สรั่วออกทางก้านลิ้น หลังจากนั้นให้เปิดลิ้นขวดบรรจุแก๊สอะเซทิลีน โดยหมุนเปิดเพียง 1-2 รอบ แล้วให้ปล่อยประแจที่ใช้เปิดคาไว้บนก้านลิ้น ปรับขนาดความดันแก๊สสำหรับหัวเชื่อม หรือหัวตัดตามที่บริษัทผู้ผลิตหัวเชื่อม หรือหัวตัดแนะนำไว้ เปิดลิ้นแก๊สออกซิเจนที่มือถือเชื่อมประมาณ 1/6 รอบ แล้วเปิดลิ้นอะเซทิลีนเล็กน้อยจากนั้นทดลองใช้มือบังที่ปลายหัวเชื่อม จะรู้สึกว่ามีแก๊สพุ่งออกมาจึง ใช้เครื่องมือจุดไฟจุด โดยให้มีระยะห่างจากปลายหัวเชื่อมประมาณ 25 ม.ม. และปรับเปลวไฟให้มีลักษณะตามต้องการการจุดเปลวไฟถ้าไม่เปิดแก๊สออกซิเจนจะมีเขม่าและควันมาก เพราะการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าเปิดแก๊สออกซิเจนมากก็จะจุดไฟไม่ติด ดังนั้นต้องเปิดแก๊สออกซิเจนให้พอเหมาะ

          การดับเปลวไฟที่ถูกต้องให้ปิดลิ้นแก๊สอะเซทิลีนก่อนแล้วจึงปิดแก๊สออกซิเจน เพราะจะไม่ทาให้เกิดเขม่าควัน และยังเป็นที่แน่ใจว่าเปลวไฟนั้นได้ดับจริง ๆ

ลักษณะของเปลวไฟที่ใช้ในการเชื่อมแก๊ส

          เปลวไฟ มีหน้าที่ให้ความร้อนแก่ชิ้นงาน จนมีอุณหภูมิสูงถึงจุด หลอมละลายขณะที่ปฏิบัติการเชื่อม เปลวไฟที่ดีเหมาะกับการเชื่อมต้องพุ่งเป็นลากรวยแหลมยาวออกจากหัวเชื่อม โดยตำแหน่งที่ร้อนที่สุดห่างจากปลายเปลวไฟชั้นในประมาณ 2 – 10 ม.ม. และมีอุณหภูมิสูงถึง 3,200 องศาเซลเซียส ถ้าเปลวไฟไม่ถูกต้องจะมีผลต่อการเชื่อม และคุณภาพของแนวเชื่อม ลักษณะของเปลวไฟที่ไม่ถูกต้องจำแนกออกได้ดังนี้

1. เปลวไฟเอียงและเปลวไฟแตกบานปลาย

เปลวไฟที่พุ่งออกจากหัวเชื่อมอาจจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือแตกบานปลายไม่พุ่งเป็นลำกรวย ซึ่งมีสาเหตุได้หลายประการได้แก่ รูทางออกของแก๊สเอียงหรือขยายออกเป็นปากระฆัง มีสิ่งสกปรก สะเก็ดโลหะหรือเขม่าติดค้างภายในและบริเวณหัวทิป

วิธีแก้ไข้  ให้ทำความสะอาดหัวทิปเพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่ติดค้างอยู่ โดยใช้ปลายหัวทิปถูกับแผ่นไม้เนื้อแข็งกลับไปกลับมาหลาย ๆ ครั้งในขณะที่ยังมีเปลวไฟอยู่ สิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็จะหลุดออกๆไป ไม่ควรถูกับไม้เนื้ออ่อนหรือแผ่นไม้ที่ทาสี เพราะจะทาให้เสี้ยนไม้หรือสีอุดตันหัวทิปข้อควรระวัง ห้ามใช้หัวทิปถูกับเหล็ก คอนกรีต อิฐ หิน เพราะจะทำให้หัวทิปสึกกร่อนได้

2. เปลวไฟขาดตอนจากปลายหัวทิป

การจุดเปลวไฟที่หัวเชื่อมบางครั้งจะพบว่าเปลวที่เกิดขึ้นพุ่งแรงและขาดตอนจากปลายหัวทิปมาก ไม่สามารถนำไปเชื่อมได้ ที่เป็นเช่นนี้เกิดจากความดันของแก๊สที่พุ่งผ่านหัวทิปสูงมากเกินปกติ ทำให้อัตราการไหลของแก๊สสูงตามไปด้วย

วิธีแก้ไข้  ให้ลดความดันของแก๊สออกซิเจนหรือแก๊สอะเซทิลีนให้ต่ำลงจากเดิม โดยปรับที่เครื่องบังคับแก๊สและปรับที่ลิ้นมือถือหัวเชื่อมแก๊ส จนเปลวไฟเชื่อมเป็นปกติ

3. เปลวไฟมีละอองน้ำปนออกมา

สังเกตได้จากเปลวไฟพุ่งแรงและมีละอองสีแดงเป็นฝอยอยู่ด้านในของเปลวไฟ สาเหตุเกิดจากอัตราการไหลของแก๊สอะเซทิลีนสูงกว่าปกติหรือมีน้ำในอุปกรณ์นิรภัยสูงกว่ากาหนด ทาให้น้ำส่วนที่เกินไหลปนออกมากับเปลวไฟ

วิธีแก้ไข้  ให้ถอดข้อต่อสายเชื่อมแก๊สอะเซทิลีนออกจากมือถือหัวเชื่อมแล้วปล่อยให้น้ำที่ปนมาและตกค้างอยู่ในสายเชื่อมออกให้หมด แล้วต่อยึดสายเข้ากับมือถือเชื่อมเหมือนเดิม จากนั้นให้ตรวจระดับน้ำในอุปกรณ์นิรภัยว่าได้ระดับตามที่กำหนดหรือไม่ ถ้าน้อยไปก็เติม ถ้ามากไปก็ปล่อยออกให้ได้ระดับที่กำหนด

4. เปลวไฟเปลี่ยนแปลงเสมอ

เปลวไฟจากหัวเชื่อมเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ บางครั้งพุ่งแรงบางครั้งพุ่งค่อยสลับกันไป เกิดจากความดันของแก๊สออกซิเจน หรือแก๊สอะเซทิลีนไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นเพราะเครื่องบังคับแก๊สไม่ทำงานตามปกติชิ้นส่วนภายในชำรุด เป็นต้น

วิธีแก้ไข้  ให้เปลี่ยนเครื่องบังคับแก๊สตัวใหม่ วิธีสังเกตง่าย ๆ ว่าเครื่องบังคับแก๊สชำรุดหรือไม่ให้ดูที่เข็มเกจ วัดความดันเคลื่อนไหวหรือสั่นอยู่บ่อย ๆ

5. เปลวไฟเปลี่ยนเป็นเปลวออกซิไดซิ่ง ในขณะเชื่อม

สาเหตุเกิดจากการเชื่อมเป็นเวลานาน ๆ ทำให้หัวทิปมีอุณหภูมิสูง ทำให้แก๊สออกซิเจนและแก๊สอะเซทิลีนแยกตัวไม่รวมกันตามปกติ แก๊สอะเซทิลีนจะลดปริมาณลงแต่แก๊สออกซิเจนยังคงเดิมทำให้เปลวกลาง เปลี่ยนเป็นเปลวออกซิไดซิ่ง

วิธีแก้ไข้  ต้องปรับเปลวไฟใหม่โดยเพิ่มปริมาณแก๊สอะเซทิลีนให้สูงขึ้นจากเดิม จนกระทั่งเปลวไฟเปลี่ยนเป็นเปลวคาร์บูไรซิ่งแล้วจึงลดแก็สอะเซทิลีนลงช้า ๆ ให้เปลวเปลี่ยนเป็นเปลวกลางเช่นเดิม หรือให้หยุดเชื่อมชั่วคราวเพื่อปล่อยให้หัวเชื่อมเย็นลงก่อนจึงทำการเชื่อมต่อไป

ชนิดของเปลวไฟที่ใช้ในการเชื่อม

          การสันดาปของแก๊สทั้งสองชนิดจากหัวเชื่อมแบ่งออกได้ 3 ลักษณะตามอัตราส่วนผสมดังนี้

1. เปลวคาร์บูไรซิ่ง (Carburizing Flame)

          เกิดจากการสันดาปของแก๊สทั้งสองชนิด แต่แก๊สอะเซทิลีนจะมากกว่าแก๊สออกซิเจน การสันดาปของเปลวชนิดนี้จะมีแก๊สอะเซทิลีนจะเผาไหม้ไม่หมด ถ้าทำการเชื่อมในห้องหรือสถานที่อับอากาศไม่มีอากาศถ่ายเทอาจเป็นอันตรายได้ ความร้อนที่ได้จากเปลวไฟชนิดนี้จะต่ำกว่า 3,200 องศาเซลเซียส นิยมใช้สาหรับเชื่อมโลหะที่มีจุดหลอมตัวต่ำ เช่น ตะกั่ว อะลูมิเนียม และอื่น ๆ นอกจากนี้คาร์บอนที่เหลือจากการสันดาปจะทาหน้าที่คล้ายฟลักซ์คลุมแนวเชื่อม ป้องกันแก๊สออกซิเจนไม่ให้เข้ามารวมตัวกับแนวเชื่อม สังเกตเปลวไฟจะมี 3 ชั้น

2. เปลวกลาง (Neutral Flame)

          เกิดจากการสันดาประหว่างแก๊สออกซิเจนและแก๊สอะเซทิลีนจากหัวเชื่อมในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 สังเกตได้ว่าเปลวไฟจะมี 2 ชั้น ชั้นในจะมีสีขาวนวลอมฟ้าสุกใสต่อจากปลายหัวทิป เปลวชั้นนอกล้อมรอบเป็นรูปกรวยแหลมยาว เปลวไฟชนิดนี้ให้อุณหภูมิความร้อนสูงสุดที่ 3,200 องศาเซลเซียส ตำแหน่งที่ร้อนที่สุดห่างจากเปลวไฟชั้นในประมาณ 2 – 10 ม.ม. ขึ้นอยู่กับขนาดหัวเชื่อม เปลวชนิดนี้นิยมใช้เชื่อมโลหะทั่ว ๆ ไป

3. เปลวออกซิไดซิ่ง (Oxidizing Flame)

          เป็นเปลวที่มีแก๊สออกซิเจนมากกว่าแก๊สอะเซทิลีนการสันดาปของแก๊สชนิดนี้จะมีแก๊สออกซิเจนตกค้างอยู่ และสังเกตได้ชัดว่าเปลวชนิดนี้มีเพียง 2 ชั้นเปลวในเล็กและหดสั้นติดกับปลายหัวทิป เปลวชั้นนอกมีสีฟ้าอ่อน อุณหภูมิของเปลวชนิดนี้จะต่ำกว่าเปลวกลางเล็กน้อย นิยมใช้เชื่อมโลหะประเภท บรอนซ์ เพราะจะทาให้คุณสมบัติของบรอนซ์ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้านำเปลวชนิดนี้ไปเชื่อมเหล็กเหนียวจะเกิดฟอง มองเห็นบ่อละลายไม่ชัด แนวเชื่อมเปราะ และมีรูพรุนไม่แข็งแรง

          การระบายความร้อนหัวเชื่อม ขณะที่เชื่อมติดต่อกันเป็นเวลายาวนานหัวเชื่อมจะร้อนกว่าปกติ การระบายความร้อนจากหัวเชื่อมทำได้โดยจุ่มหัวเชื่อมลงในถังน้ำ ปิดเฉพาะลิ้นแก๊สอะเซทิลีนส่วนแก๊สออกซิเจนเปิดไว้เช่นเดิม อาจจุ่มหัวเชื่อมลงถังน้ำจนถึงข้อต่อระหว่างหัวเชื่อมและมือถือเพื่อระบายความร้อนทุกส่วน

การส่ายหัวเชื่อม การตั้งมุมหัวเชื่อมและการป้อนลวดเชื่อม

          ขณะที่ทำการเชื่อมชิ้นงานต้องตั้งมุมหัว เชื่อมให้เอนไปด้านหลังประมาณ 30 – 45 องศา กับผิวงานและทำมุมฉากกับด้านข้างทั้งสองด้าน หัวเชื่อมอยู่สูงจากงานมีระยะห่างจากปลายเปลวไฟชั้นในถึงผิวงานประมาณ 2 – 10 ม.ม.ตามขนาดของหัวเชื่อม

          ในการเชื่อมทุกครั้งต้องใช้เปลวไฟเผาชิ้นงานบริเวณแนวที่จะเชื่อมจนร้อนหลอมละลายเป็นแอ่งกลมหรือที่เรียกว่า บ่อละลาย (Puddle) ซึ่งเป็นส่วนที่ร้อนที่สุดหลังจากนั้นให้ส่ายหัวเชื่อมเล็กน้อยเพื่อให้ความร้อนแก่ชิ้นงานได้อย่างทั่วถึง เมื่อชิ้นงานหลอมละลายเป็นบ่อละลายแล้วจึงเติมลวดเชื่อมลงไปเป็นตัวประสานชิ้นงาน ส่ายหัวเชื่อมพร้อมกับเคลื่อนที่ไปช้า ๆ สม่ำเสมอ พยายามรักษาระยะการส่ายหัวเชื่อมและป้อนลวดเชื่อมให้สัมพันธ์กันตลอดเวลา การส่ายลวดเชื่อมจำแนกได้หลายแบบช่างเชื่อมจะเลือกส่ายแบบใดก็ได้ตามถนัด แต่ต้องให้ทีความกว้างพอเหมาะกับขนาดความหนาและรอยต่อของชิ้นงาน
ถ้าส่ายหัวเชื่อมกว้างบ่อละลายที่เกิดขึ้นก็จะใหญ่ และลึกลงไปในชิ้นงานมาก การประสานซึมลึกในชิ้นงานของแนวเชื่อมจะดียิ่งขึ้น ถ้าชิ้นงานหนาบ่อละลายจะต้องกว้างตามไปด้วย ถ้าชิ้นงานบาง การส่ายหัวเชื่อมต้องแคบลงเพื่อให้บ่อละลายมีขนาดเล็ก ถ้าส่ายหัวเชื่อมกว้างมากไปความร้อนจะสะสมมากทาให้ชิ้นงานทะลุได้ ดังนั้นการส่ายหัวเชื่อมต้องสัมพันธ์กับชิ้นงาน และลักษณะของรอยต่อด้วย

รอยต่อแบบต่าง ๆ สาหรับการ เชื่อมแก๊ส  รอยต่อพื้นฐานสาหรับ การเชื่อม แก๊สมีดังนี้

 1. รอยต่อชน (Butt Joint)

 2. รอยต่อเกย (Lap Joint)

 3. รอยต่อมุมเชื่อมด้านนอก (Corner Joint Weld Outside)

 4. รอยต่อมุมเชื่อมด้านในหรือรอยต่อฟิลเลท (Fillet Joint)

ตำแหน่งท่าเชื่อมจะแบ่งออกได้ดังนี้

 1. ท่าราบ (Flat Position)

 2. ท่าขนานนอน (Horizontal Position)

 3. ท่าตั้ง (Vertical Position)

 4. ท่าเหนือศีรษะ (Overhead Position)

รวมสินค้าแนะนำ

ลวดเชื่อม

          งานเชื่อมโหละ เป็นงานที่ต้องการความชำนาญ และความปราณีตในการเชื่อมโหละ เพราะ หากเชื่อมหนักจนเกินไป จะทำให้เหล็ก หรือโหละชำรุดได้ และหากเชื่อมเบา หรือ บางเกินไป อาจจะทำให้วัสดุเหล็กอหรือโลหะไม่สามารถติดกันได้ โดยการเชื่อโลหะจะต้องควบคุมแรงของมือ หรือ ทักษะที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว แต่สำหรับมือใหม่ ไม่ต้องตกใจไปนะคะ ว่า จะไม่ได้ หากทุกทางทำการฝึกฝน แอดเชื่อว่า ทุกท่านจะต้องทำได้และเป็นช่างมืออาชีพได้อย่างแน่นนอนเลยค่ะ !!
เป็นยังไงกันบ้างค่ะ กับบทความ “4 เคล็ดลับในการลวดเชื่อม (สำหรับผู้เริ่มต้น)” การที่เราจะเป็นช่างเชื่อมที่มีประสบการณ์ มีความรู้ ทุกคนจะต้องเริ่มจากการที่ต้องทำการฝึกฝนกันนะคะ

 ขอบคุณข้อมูลจาก

เปรียบเทียบ เคมีภัณฑ์กันซึม อะคริลิค VS โพลียูรีเทน

          ดาดฟ้าเป็นพื้นที่โล่งกว้างชั้นบนสุดของตึกอาคารสูง เป็นพื้นที่ใช้ทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ เป็นจุดชมวิว พื้นที่โล่งสำหรับปลูกผักพื้นที่เล็ก ๆ ใช้พื้นที่ทำสระว่ายน้ำ ดาดฟ้าไม่มีหลังคาปกคลุม ดาดฟ้าจึงเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับฝนตกน้ำขัง น้ำรั่ว หากฝนตกมากเกินไปอาจเกิดภาวะระบายน้ำไม่ทัน เผชิญกับแดดแรง อาจทำให้คอนกรีตเสื่อมสภาพเร็ว เปื่อยผุแตกร้าวได้ง่าย ยิ่งเผชิญฝนแดดพายุนานหลายๆปี โดยไม่มีการดูแลรักษาจะส่งผลต่อโครงสร้างตึกได้ หากระบบกันซึมไม่มีประสิทธิภาพ หรือทำการปกป้องไม่ดีตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง จะทำให้น้ำฝนซึมลงในรอยร้าวเกาะกับเหล็กโครงสร้างภายใน ทำให้เหล็กมีสนิม และตันในที่สุด สร้างความเสียหายให้กับโครงสร้าง และมีความเสี่ยงอันตรายต่อผู้อาศัยได้

          ดาดฟ้าจึงควรได้รับการปกป้องมากที่สุด วิธีติดตั้งกันซึมดาดฟ้าไมใช่เรื่องยาก มาดูกันว่าวิธีไหนเหมาะกับดาดฟ้าแบบใดบ้าง มีคุณสมบัติใดบ้าง ใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

อะคริลิคกันซึม

          อะคริลิคกันซึม เป็นน้ำยากันซึมที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ โพลียูรีเทนกันซึม แม้ว่าจะไม่ดีเยี่ยมเท่ากัน แต่คุณสมบัติด้านเสริมความแข็งแกร่งเหนือกว่า เพราะอะคริลิคกันซึมช่วยป้องกันการแตกร้าวได้ดีกว่ากันซึมพียู แต่ต้องใช้งานร่วมกับเส้นใยประเภท Fiberglass และ Polyester Mat เส้นใยทั้งสองมีลักษณะคล้ายกัน กล่าวคือ เส้นใยไฟเบอร์กลาสหากส่องด้วยตัวช่วยอย่างกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเส้นใยแก้ว มีส่วนประกอบของทรายแก้ว หินปูน หินฟันม้า ถักทอกันเป็นเส้นใยเชื่อมกันอย่างหนาแน่น ส่วนเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เป็นเส้นใยที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้มีความคงทนเหนียวแน่นและทนความร้อนได้ดีเยี่ยม เมื่อนำเส้นใยทั้งสองทำงานร่วมกับอะคริลิคกันซึม เช่น ทาเคลือบดาดฟ้า, ปูบนดาดฟ้า จะยิ่งทำให้อะคริลิคกันซึมมีความทนทานต่อความร้อน ป้องกันการเกิดรอยแตกได้ดี

โพลียูรีเทนกันซึม

          โพลียูรีเทนกันซึม หรือเรียกว่า กันซึมพียู (PU Waterproof) เป็นวัสดุกันซึมชนิดโพลียูรีเทนสูตรน้ำ สำเร็จรูป พร้อมใช้งาน แบบส่วนผสมเดียว เหมาะที่สุดสำหรับใช้เคลือบผิวคอนกรีตบนดาดฟ้า ทากันน้ำรั่วซึม ทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันความร้อน ป้องกันน้ำรั่วซึมไม่ให้ไหลซึมลงผิวคอนกรีต ทั้งนี้ยังมีความยืดหยุ่นตัวสูง 800 เปอร์เซ็นต์ ไร้รอยต่อ กันน้ำรั่วซึม 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าโครงสร้างอาคารจะสั่นสะเทือน หรือเจอแดดร้อนมากแค่ไหนก็ไม่หวั่น ช่วยปกปิดรอยแตกร้าว ของคอนกรีต ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ดี สามารถทนต่อแสงแดด ทนต่อสภาพอากาศที่รุนแรง ไม่มีส่วนประกอบของสารระเหยอันตราย หรือสารที่ติดไฟได้ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โพลียูรีเทนจะยืดขยายตัวออกเพื่อปกปิดรอยร้าว ไม่ให้น้ำไหลผ่านรอยร้าวนั้นได้

รู้หรือไม่!!  วัสดุกันซึมมีให้เลือกใช้หลายแบบ โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ 1 วัสดุกันซึมแบบผสมในคอนกรีต 2. เคมีภัณฑ์กันซึมหรือแบบทา 3. วัสดุกันซึมแบบแผ่นหรือเมมเบรน 

ข้อดี – ข้อเสีย อะคริลิคกันซึม VS โพลียูรีเทนกันซึม

รู้หรือไม่!!  วัสดุกันซึมมีให้เลือกใช้หลายแบบ โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ 1 วัสดุกันซึมแบบผสมในคอนกรีต 2. เคมีภัณฑ์กันซึมหรือแบบทา 3. วัสดุกันซึมแบบแผ่นหรือเมมเบรน 

ประเภท

ข้อดี

ข้อเสีย

– เนื้อวัสดุมีความยืดหยุ่น ไม่หดตัวเมื่อทาเสร็จแล้ว
– ช่วยป้องกันนำซึมผ่านมากกว่าป้องกันน้ำกักขัง
– สะท้อนความร้อนจากแสงแดดได้
-มีให้เลือกหลายสี ช่วนให้ตกแต่งหน้างานได้สวยงาม

 

– ไม่เหมาะสำหรับทาปิดรอยแตกที่ลึกเกิน 2 มม. แนะนำให้ใช้ตาข่ายไฟเบอรเพื่อยึดเกาะรอยแตกแล้วทาอะคริลิคทับอีกที จะช่วยยึดเกาะรอยต่างๆ ให้สนิทขึ้น
– ไม่ทนต่อบริเวณที่เกิดการขังน้ำมีโอกาสเกิดการรั่วซึมได้

– มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปกปิดรอยแตกร้าวได้ดี และไม่หดตัว
– ทนทานต่อแรงขีดข่วน
– ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิ และรังสี UV
– ช่วยหชป้องกันได้ทั้งน้ำไหลซึม และน้ำขังได้ดี

– เนื้อวัสดุมีความเหนียวตัวกว่าแบบอะคริลิค จะใช้งานทาทับยากกว่า
-มีราคาสูงกว่าแบบอะคริลิค

 

 

ประเภท

ข้อดี

– เนื้อวัสดุมีความยืดหยุ่น ไม่หดตัวเมื่อทาเสร็จแล้ว
– ช่วยป้องกันนำซึมผ่านมากกว่าป้องกันน้ำกักขัง
– สะท้อนความร้อนจากแสงแดดได้
-มีให้เลือกหลายสี ช่วนให้ตกแต่งหน้างานได้สวยงาม

 

ข้อเสีย

– ไม่เหมาะสำหรับทาปิดรอยแตกที่ลึกเกิน 2 มม. แนะนำให้ใช้ตาข่ายไฟเบอรเพื่อยึดเกาะรอยแตกแล้วทาอะคริลิคทับอีกที จะช่วยยึดเกาะรอยต่างๆ ให้สนิทขึ้น
– ไม่ทนต่อบริเวณที่เกิดการขังน้ำมีโอกาสเกิดการรั่วซึมได้

ประเภท

ข้อดี

– มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปกปิดรอยแตกร้าวได้ดี และไม่หดตัว
– ทนทานต่อแรงขีดข่วน
– ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิ และรังสี UV
– ช่วยหชป้องกันได้ทั้งน้ำไหลซึม และน้ำขังได้ดี

ข้อเสีย

– เนื้อวัสดุมีความเหนียวตัวกว่าแบบอะคริลิค จะใช้งานทาทับยากกว่า
-มีราคาสูงกว่าแบบอะคริลิค

 

 

อะคริลิคกันซึม VS โพลียูรีเทนกันซึม ต่างกันอย่างไร

ซ่อมแซมรอยแตกร้าวด้วยกันซึม Bitumen membrane

แผ่นกันซึม Bitumen membrane มักไม่นิยมเลือกใช้ปูบนดาดฟ้าเท่าไหร่ แต่จะใช้งานประเภทปิดรอยต่อและซ่อมแซมรอยต่อ เพราะปิดรอยต่อได้ 100% โดยน้ำไม่สามารถเล็ดรอยผ่านไปได้เลย มักใช้งานจำพวกปิดรอยต่อใต้หลังคา, กระเบื้อง, คอนกรีต มีคุณสมบัติยึดเกาะได้ดีกับทุกพื้นผิว ป้องกันการรั่วซึมได้อย่างดี มีความยืดหยุ่นสูง

แผ่นกันซึม ชนิดนี้มีส่วนประกอบจากยางมะตอยกลั่น และโพลิเมอร์เกรดสูง เสริมด้วยผ้าตาข่ายโพลิเอสเตอร์และไฟเบอร์กลาส ทำให้มีความแข็งแรง เหนียว ทนทานต่อการฉีกขาด

ปูพื้นดาดฟ้าให้มีสีสันสดใสด้วย กันซึม PVC membrane

กันซึม PVC membrane  เป็นแผ่นพลาสติกกันซึมที่ถูกจัดว่าดีที่สุดในตระกูลเมมเบรน เพราะว่าทนทานต่อทุกสภาพอากาศได้ถึง 10 ปี ไม่ว่าจะเป็นแดดร้อน ฝนตก น้ำขัง เพราะว่าปูพื้นทับดาดฟ้าไปเลย ทำให้ปกป้องพื้นผิวดาดฟ้าไม่ให้โดนแดดโดนน้ำ 100% เพราะเมมเบรนจะรองรับปัญหาดังกล่าวไว้หมด อีกทั้งแผ่น กันซึม PVC membrane ยังมีสีสันสดใส ทำให้ดาดฟ้าสวยได้ตลอดทั้งแนว โดยไม่มีรอยต่อใด ๆ

การปูแผ่น กันซึม PVC membrane ทำได้โดยการเป่าลมร้อนก็จะแนบชิดติดดาดฟ้า

การใช้ประโยชน์ของแผ่นกันซึม PVC membrane คือ ปูรองพื้นเพื่อทำเป็นสวนหย่อมเล็ก ๆ บนดาดฟ้าได้ เป็นสวนหย่อมปลูกผักก็ได้ ป้องกันรากไม้ได้ดี ทำให้ดาดฟ้าดูมีชีวิตชีวาด้วยสวนหย่อมสวย ๆ ไม่มีดินทรายกระจัดกระจายทั่วดาดฟ้า

สินค้าแนะนำ

          ดาดฟ้าเป็นหนึ่งของอาคารที่เผชิญกับธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบดาดฟ้าบ่อย ๆ เพื่อสำรวจวัสดุกันซึมหากชำรุดหรือเสื่อมสภาพจะส่งผลต่ออาคารได้ง่าย เช่น พบแอ่งน้ำขังทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต้องทำการปรับปรุงพื้นที่โดยด่วน เพื่อไม่ให้น้ำขังจนซึมลงในเนื้อคอนกรีต ต้องปรับองศาพื้นที่ดาดฟ้าให้น้ำระบายลงท่อระบายน้ำให้หมดให้ได้ ตรวจสอบอย่าให้ท่อระบายน้ำมีเศษใบไม้ เศษขยะ เศษฝุ่นที่พัดพามาในอากาศ อุดช่องรูท่อน้ำทิ้ง จะทำให้น้ำฝนขังอยู่บนดาดฟ้าเป็นเวลานานเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างด้วย ทางที่ดีควรป้องกันโดยใช้ถ้วยตะแกรงคว่ำวางบนท่อน้ำทิ้ง ป้องกันสิ่งสกปรกอุดตันกลางท่อ วิธีง่าย ๆ เหล่านี้จะช่วยถนอมวัสดุ กันซึมดาดฟ้า ไม่ส่งผลเสียต่อโครงสร้างอาคารในระยะยาวด้วย

📲1. ช้อปผ่าน LINE : @wehomeonline

📥2. ชอบผ่าน Inbox Facebook Page : m.me/WeHomeOnline

🌍3. ช้อปผ่านเว็บไซต์https://www.wehome.co.th ตลอด 24 ชม.

🛒4. ช้อปผ่าน LAZADA : https://www.lazada.co.th/shop/wehome-online

🛒5. ช้อปผ่าน Shopee : https://www.shopee.co.th/ wehomeonline

🛒6. ช้อปผ่าน NOC NOC : 

📞7. มาหาเราสั่งของได้ 074-338-000

ขอบคุณภาพ และข้อมูลเพิ่มเติม :

https://www.wongguru.com

https://www.wazzadu.com/article/5463

มาทำความรู้จัก แผ่นปิดเชิงชาย หรือ แผ่นกันนก กัน!

เชื่อกันว่า หลายบ้านจะต้องเจอกับพวกนก ที่บินกันตามบริเวณบ้าน และอาจจะได้รับการรบกวนจากพวกนกเหล่านี้ วันนี้ WeHome เพื่อนบ้านที่เข้าใจคุณ ได้เข้าใจกับปัญหาเหล่านี้ เราจัดทำบทความนี้ขึ้นมาเพื่อให้ความรู้ และมาแก้ปัญหาเหล่านี้กัน

แผนกันนก เป็นแผ่นที่เอาไว้กันนกตามชื่อเลย! สำหรับงานหลังคาที่สัตว์กวนใจอยู่บ่อยๆ ก็คือ พวกนก ที่มักจะบินเข้าตามล่องของหลังคาบ้าน เข้าไปทำรัง หรือ ไปอาศัยอยู่ตามร่องหลังคา และบนฝ้าของบ้านเรา ซึ่งพวกนกเหล่านี้มักจะนำพาเชื้อโรค หรือสิ่งสกปรก เข้ามายังบ้านของเรา อย่างจำพวกของเสียของนก เศษอาหาร และเศษขยะที่พวกนกขนมาทำรัง นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายสาเหตุที่เราไม่ควรให้นกมายังบ้านของเรา โดยปกติ แผ่นกันนกมักจะเป็นของคู่กัน กับหลังคาที่มีลอนนั้นเอง! แอดมินขออนุญาตเรียกว่า แผ่นปิดเชิงชายนะคะ ^^

แผ่นปิดเชิงชาย เหมาะสำหรับเบื้องหลังคาแบบไหนบ้าง?

โดยปกติ แผ่นปิดเชิงชาย หรือแผ่นกันนก จะใช้กับกระเบื้องหลังคาที่มีลอน เช่น หลังคาคอนกรีด รุ่น ซีแพคโนเนีย หลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ และหลังคา เมทัลชีท ชนิดมีลอน

หลังคาคอนกรีต รุ่น ซีแพค โมเนีย

เป็นที่นิยมสำหรับหลังคาทรงปั้นหยา ผลิตมาจากคอนกรีต จึงมีน้ำหนักตัวดี สามารถทนทานต่อการพัดปลิวของแรงลมได้ และคอนกรีตมีความแข็งแรงมากกว่ากระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ แต่มีข้อด้อยคือ ต้องเพิ่มความแข็งแรงกับหลังคาให้มากกว่าเมื่อเทียบกับกระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ ซีแพคโมเนีย เป็นกระเบื้องมีที่สีสันสวยงาม ความแปลกใหม่ ไม่เป็นเชื้อรา

หลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์

เป็นวัสดุที่แข็งแรงทนทาน แต่น้ำหนักเบา ไม่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สะสมความร้อนต่ำ และปลอดภัยจากปลวกและแมลงต่าง ๆ อีกด้วย นอกจากจะใช้เป็นกระเบื้องหลังคาบ้านได้แล้ว ไฟเบอร์ซีเมนต์ก็ยังเป็นวัสดุที่ใช้กับส่วนอื่น ๆ ของบ้านได้อีกด้วย เช่น ผนัง ฝ้า ไปจนถึงพื้น

หลังคา เมทัลชีท ชนิดมีลอน

เป็นแผ่นเหล็กรีดลอนโลหะผสมระหว่าง อลูมิเนียม และสังกะสี เหมาะสำหรับทั้งงานภายในและภายนอก งานผนัง งานรั้วและงานหลังคา สามารถสั่งผลิตตามขนาดความยาวของหลังคาได้ จึงทำให้เกิดรอยต่อของแผ่นหลังคาน้อย ปัญหารั่วซึมจึงน้อยกว่าหลังคากระเบื้องทั่วไป อีกทั้งยังช่วยให้การติดตั้งหลังคาสามารถดำเนินการได้ไว น้ำหนักเบา จึงช่วยลดต้นทุนค่าแรงก่อสร้างและค่าโครงสร้างบ้านได้เป็นอย่างดี

ส่วนหลังคาแบบไหนที่ไม่ต้องใส่ แผ่นปิดเชิงชาย ได้แก่

1. หลังคากระเบื้องคอนกรีตแผ่นเรียบ

2. หลังคาเมทัลชัทที่มีฉนวนเป็น PU
(การอัดโฟรมเข้าไป)

3. หลังคาซิงเกอร์รูฟ

แผ่นปิดเชิงชายทำจากวัสดุอะไรบ้าง ?

แผ่นปิดเชิงชาย หรือแผ่นกันนก มักจะทำจาก วัสดุดังนี้

1. ทำจากวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ สำหรับปิดชายคาใต้แผ่นกระเบื้องหลังคา ด้วยรูปทรงของแผ่นไม้ที่เข้ากับรุปลอนของหลังคา ทำให้ปิดได้แนบสนิท ปลอดภัยจากนกที่จะเข้ามาทำรัง หรือสัตว์เล้กต่างๆ ทนแดดทนฝน ไม่เปราะหรือหักง่าย สวยงามด้วยลวดลายไม้สักตลอดทั้งแผ่น

2. ทำจากวัสดุพลาสติก ใช้ปิดเชิงชายบริเวณใต้ทองลอนหลังคา เพื่อป้องกันนกหรือสัตว์ขนาดเล็กไม่ให้เข้าไปภายใต้หลังคา ช่วยระบายความร้อนและความอับชื้นภายใต้หลังคา ขอบด้านบนโค้งตามลักษณะของลอนหลังคา กันนก กันหนู ติดตั่งง่าย สะดวก ประหยัด รวดเร็ด มั่นใจได้ในคุณภาพ โดยคนมักนิยมใช้แบบพลาสติกเพราะติดตั้งง่าย และมีราคาที่ถูกกว่า ไฟเบอร์ซีเมนต์

การติดตั้งแผ่นปิดเชิงชายควรติดตั้งอย่างไร?

ก่อนจะติดตั้งหลังคา เราควรติดตั้งแผ่นปิดเชิงชาย หรือ แผ่นกันนกเสร็จเรียบร้อยแล้วจากนั้นก็สามารถติดตั้งหลังคาได้ และการติดตั้งแผ่นปิดเชิงชาย หรือ แผ่นกันนก แยกตามวัสดุได้ 2 แบบ ดังนี้

แผ่นปิดเชิงชายทำจากไฟเบอร์ซีเมนต์

ติดตั้งเชิงชายตั้งฉากกับจันทันเชิงชาย 1 ชั่น
(15 ซม. หรือ 20 ซม.)

ติดตั้งเชิงชายแนวดิ่งเชิงชาย 1 ชั้น
(15 ซม. หรือ 20 ซม.)

  •  เครื่องมือวัด และปรับระดับเบื้องต้น
  • อุปกรณ์ติดตั้งเสริม
  • เครื่องมือ และอุปกรณ์ตกแต่งปิดรอยต่อ
  •  การติดตั้งเชิงชายทีพีไอ 1 ชั้น (แนวดิงและแนวตั้งฉากกับจันทัน)

ตรวจสอบแนว ระดับและระยะของโครงหลังคาทั้งจันทัน และแป โดยให้ระยะจันทันห่างไม่เกิน 1.00 ม.

ติดตั้งพุกไม้ 1½ นิ้ว x 4นิ้ว ยาว 50 ซม.ทีปลายจันทัน ยึดพุกไม้ด้วยสกรูปลายสว่านมีปีก ขนาด 50 มม.จํานวน 2 ตัว ใช้เส้นเอ็นดึงระยะบน-ล่างพุกไม้เพือตรวจสอบระดับ และระยะปลายจันทันก่อนติดตั้งไม้เชิงชาย

กรณีใช้พุกเหล็ก ให้เชือมเหล็กฉาก 50 x 50 x 2 มม.ความยาว เท่าความสูงของจันทันทีปลายจันทัน ใช้เส้นเอ็นดึงระยะบน-ล่างพุกไม้เพื่อตรวจสอบระดับ และระยะปลายจันทันก่อนติดตั้งเชิงชาย

ติดตั งไม้เชิงชายทีพีไอ โดยให้ยกระดับเชิงชายให้สูงกว่าแป 2.5 ซม. ยึดด้วยสกรู 2 ตัว

หากต้องการต่อไม้เชิงชายสามารถทำได้ 2 วิธี

วิธีที่ 1-1 ต่อไม้เชิงชายบนจันทัน (พุกไม้) ก่อนการต่อไม้เชิงชายให้บากปลายของไม้เชิงชายที่นำมา ต่อกันเป็นมุม 45 องศา ยึดไม้เชิงชายด้วยสกรูดังนี้

พุกไม้ ใช้สกรูเกลียวปล่อยขนาด 1¾” พุกเหล็ก สกรูปลายสว่านมีปีกขนาด 35 มม.

วิธีที่ 1-2 ต่อไม้เชิงชายบนจันทัน (พุกเหล็ก/ แป้นเหล็ก) ก่อนการต่อไม้เชิงชายให้บากปลายของไม้เชิงชายที่นำมา ต่อกัน เป็นมุม 45 องศา ยึดไม้เชิงชายด้วยสกรูดังนี้

พุกไม้ ใช้สกรูเกลียวปล่อยขนาด 1¾” พุกเหล็ก สกรูปลายสว่านมีปีกขนาด 35 มม.

วิธีที่ 2 ต่อไม้เชิงชายบนเชิงชายระหว่างจันทัน โดยใช้ไม้เชิงชายตัดให้ได้ความยาว 30 ซม.
ประกบด้านหลังไม้เชิงชายบริเวณรอยต่อก่อนการต่อไม้เชิงชายให้บากปลายของไม้เชิงชายที่นำมาต่อกัน เป็นมุม 45 องศา ยึดไม้เชิงชายด้วยสกรูดังนี้

พุกไม้ ใช้สกรูเกลียวปล่อยขนาด 1¾”

แผ่นปิดเชิงชายทำจากพลาสติก

ขั้นตอนการติดตั้ง ง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน

          แค่นี้ก็ติดตั้งหลังคาตามขั้นของการก่อสร้างบ้านได้แล้ว โดยปกติส่วนของพวกงานหลังคา ก็จะเป็นงานของช่างหลังคาโดยส่วนใหญ่หากช่างจะติดตั้งหลังคา ก็จะติดตั้งแผ่นปิดเชิงชาย เพราะถ้าหากไม่ติดตั้งก็จะก่อให้เกิดปัญหาให้ภายหลังได้ แอดเชื่อว่า หลายๆท่านยังทราบใช่ไหมค่ะ ว่ามีงานนี้อยู่ด้วยเพราะงานนี้ทางเจ้าของบ้านจะต้องตกลงกับช่างก่อนจะจ้าง และต้องถามช่างว่ารวมแผ่นกันนก หรือ แผ่นปิดเชิงชาย ให้ด้วยหรือป่าว! เพราะในส่วนนี้ก็จะมีค่าวัสดุ ค่าติดตั้ง ก็ต้องตกลงกันให้ชัดเจนกับช่างนะคะ

เลือกแผ่นปิดเชิงชายแบบอย่างไร? ให้เหมาะกับบ้านของคุณ?

1. เราควรเช็คชนิดของลอน ว่าบ้านของเราเป็นลอนแบบไหน เพราะกระเบื้องหลังคาแต่ละประเภทมีลักษณะ ระยะห่าง ของแต่ละลอน ไม่เท่ากัน และไม่เหมื่อนกัน ดังนั้น รูปแบบของแผ่นกันนกเพื่อที่จะเข้ากับกระเบื้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากซื้อมาผิดก็จะต้องกลับไปเปลี่ยนใหม่!!

2. หากไม่สามารถรู้ว่า หลังคาบ้านของคุณเป็นลอนอะไร ก็ต้องดูที่ตัววัสดุเป็นหลัก หรือ ควรสามารถปรึกษาช่างใกล้บ้านของท่านก็ได้ นะคะ

สินค้าแนะนำ

เป็นยังไงกันบ้างคะ ลำหรับบทความ มาทำความรู้จัก แผ่นปิดเชิงชาย หรือแผ่นกันนก กัน!!! แอดได้นำความ มาให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจกันง่ายๆแล้วเนี่ย!! เรายังมีแผ่นกันนก ของ SCG มาแนะนำ ด้วย!! นะคะ และนอกจากคุณต้องติดตั้งแผ่นปิดเชิงชายเพื่อไว้กันนก เจ้าตัวก่อปัญหาได้แล้ว เรายังขอแนะนำวิธีทำให้บ้านเย็นด้วยมือของคุณ กับ บทความ ” 4 ขั้นตอน ลดบ้านร้อนด้วยมือคุณ ” กันนะคะ

สามารถสอบถาม และสั่งซื้อได้ที่

📲1. ช้อปผ่าน LINE : @wehomeonline

📥2. ชอบผ่าน Inbox Facebook Page : m.me/WeHomeOnline

🌍3. ช้อปผ่านเว็บไซต์https://www.wehome.co.th ตลอด 24 ชม.

🛒4. ช้อปผ่าน LAZADA : https://www.lazada.co.th/shop/wehome-online

🛒5. ช้อปผ่าน Shopee : https://www.shopee.co.th/ wehomeonline

🛒6. ช้อปผ่าน JD CENTRAL : https://www.jd.co.th/shop/pc/27676.html

🛒7. ช้อปผ่าน NOC NOC : 

📞8. มาหาเราสั่งของได้ 074-338-000

เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับการใช้สีเพื่อตกแต่งบ้าน

หลายๆท่านอยากเปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็นบ้านใหม่ หรืออยากเป็นห้องเก่า ให้เป็นห้องใหม่ แต่ในหัวยังไม่มีไอเดีย หรือ เลือกไม่ได้ว่าจะเลือกสีไหนดี “สีเดียวก็ดูพน้อยไป หลายสีก็กลัวแมตช์ไม่เข้ากัน วันนี้เรา วีโฮมบิวเดอร์ เพื่อนบ้านที่เข้าใจคุณ มี เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับการใช้สีเพื่อตกแต่งบ้าน เพื่อเปลี่ยนลุ๊ค เปลี่ยนมุมมอง ห้องของคุณให้ออกมาดูดี เหมือนมีอินทีเรียมือโปรมาทำให้ มาฝากกัน ลองไปดูกันเลย!!!

1. ทฤษฎี 60-30-10 สัดส่วนง่ายๆ ที่ใช้ได้กันเสมอ

เป็นหลักมาตรฐานการใช้สีเบื้องต้น  ที่ใครๆก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้โดยง่าย ทั้งเจ้าของบ้านมือใหม่หรือนักออกแบบมืออาชีพ การเลือกใช้สีใดสีหนึ่งทาพื้นที่โดยส่วนใหญ่ของห้อง  แล้วตัดด้วยอีกเฉดสีที่เข้มกว่า หรือโดดเด่นกว่า จะช่วยทำให้ห้องดูมีลูกเล่น เกิดเป็นมิติของผนังตกแต่งที่น่าสนใจ  วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้ห้องมีสีสัน  แต่ไม่ต้องการความแน่น หรือพื้นที่ของสีที่เต็มพื้นที่มากเกินไป  ในส่วนอีก 10% ของการใช้สี  เราสามารถใช้ได้ทั้งกับขอบคิ้วบัว หน้าต่าง  หรือนำมาเป็นองค์ประกอบของเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง  หมอน ผ้าม่าน ทำให้เกิดการตัดน้ำหนักสี ที่มีจังหวะสวยงาม

การเลือกทาเฉดสีที่ชัดหรือสดบนผนัง 1 ด้าน  ให้หลีกเลี่ยงผนังที่มีหน้าต่าง  หรือผนังที่เฟอร์นิเจอร์บดบัง  เนื่องจากจะทำให้ ความสวยงามของผนังตกแต่ง  ถูกลดความโดดเด่นลง   ควรเลือกผนังที่เต็มผืน  และมีมุมมองสะดุดตา  เช่น ผนังด้านหัวเตียง  ผนังหลังชั้นวางทีวี หรือโถงที่ผู้คนเดินผ่าน  และอาจเสริมของตกแต่งเก๋ๆ  เช่นกรอบรูป  หรือแจกันดอกไม้  โคมไฟ เพื่อให้ดูครบสมบูรณ์และลงตัว

2. เล่นสีเดียวทั้งห้อง ก็สวยได้

วิธีการทาสีแบบใช้สองสี  อ่อนและเข้ม  เป็นที่นิยมในปัจจุบัน  ด้วยสาเหตุที่คนไทยยังไม่กล้ามากนัก  กับประสบสบการณ์การใช้สีสัน  และเพิ่งเริ่มหันเปลี่ยนจากที่เคยใช้สีขาว  สีอ่อน  และสีครีม ในการตกแต่งมาไม่นาน  การทาสีของคนไทย  จึงมักที่จะเลือกสีอ่อนมาช่วยเบรกน้ำหนักในพื้นที่หลัก  เพื่อดึงความรู้สึกให้การเล่นสีในบ้านไม่แสดงออกถึงความชัดเจนเกินไป  เพื่อค่อยๆสร้างความคุ้นเคยในการทดลองใช้สีสัน  … คำว่าทูโทน  จึงกลายมาเป็นรูปแบบยอดฮิต  สำหรับการทาสีบ้าน ทั้งภายในและภายนอกในปัจจุบัน  …

หากลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ   กล้าที่จะใช้สีสันที่ที่เราชอบ  โดยทาสีเดียวทั้งห้องตามแบบการตกแต่งบ้านของชาวตะวันตก  จะทำให้เกิดบรรยากาศของห้องสวยๆ  ที่มีกลิ่นอายอบอวล ไปด้วยศิลปะ  เกิดเป็นสไตล์ที่น่าดึงดูด  ให้ความรู้สึกเต็มตาและอิ่มเอม  โดยที่ไม่ต้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เพิ่มเติมอีกมากมาย  เพราะสี … ได้กลายเป็นชิ้นงานหลักขององค์ประกอบศิลป์  ที่มีความโดดเด่นชัดเจนอยู่ในตัว

3. ปรับค่าความสว่างของสี ขนาดพื้นที่ก็เปลี่ยนได้

วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่  บ้านหลังใหญ่ๆถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการอยู่อาศัยที่ง่ายๆ   ที่มีการใช้พื้นที่อย่างลงตัว ห้องและบ้าน ถูกจำกัดให้มีขนาดเล็ดลง คอนโดมิเนียมและทาวน์โฮม  เป็นสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นมากมาย  สำหรับใครๆ ที่อยากให้ห้องขนาดเล็ก ซึ่งมีพื้นที่จำกัดนั้น  ดูโปร่ง  โล่ง สบายขึ้น การเลือกใช้สีอ่อน และมีค่าความสว่างที่มากขึ้น จะช่วยสะท้อนแสงให้ห้องดูกว้างและเบาสบายตา  แต่ทั้งนี้บางครั้ง การใช้สีลวงตาเพื่อปรับขนาดของพื้นที่  อาจไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการการตกแต่งบ้านอย่างมีสไตล์ เฉดสีเก๋ๆ อาจเป็นคำตอบที่ใช่มากกว่า กับการสร้างบรรยากาศที่น่าประใจ  และมีเอกลักษณ์ในแบบของตนเอง

สำหรับพื้นที่ที่ดูกว้าง จนดูไม่มีจุดนำสายตา  การเลือกใช้สีเข้มมาทาบนผนังซักผืน  จะช่วยลวงตาดึงระยะให้เข้ามาใกล้  เกิดเป็นมิติที่ทำให้ห้องดูไม่กว้างใหญ่เกินไปจนเวิ้งว้าง  และยังช่วยเพิ่มความสวยงามสะดุดตาได้อีกด้วย

4. ไอเดียแต่งบ้าน เลือกสีหลังคาก่อน

สำหรับการเลือกสีทาภายนอก  บ้านโดยส่วนใหญ่  มักถูกกำหนดข้อจำกัดของสีหลังคามาก่อนในกระบวนการก่อสร้าง  เนื่องจากงานทาสีอยู่ในขั้นตอนหลังงานโครงสร้าง  เพราะเป็นเรื่องของงานตกแต่ง   บางครั้งเราอาจมีสีในใจที่เราชอบหรือสีที่ถูกโฉลกกับเรา  แต่เราต้องคำนึงด้วยว่า  สีที่เราชอบนั้น  เข้ากันกับสีหลังคาที่ถูกเลือกไว้ก่อนด้วยหรือไม่  เพราะหลังคา  เป็นส่วนประกอบที่มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่และเด่นชัด  เนื่องจากอยู่บนสุดของตัวบ้าน  จึงมีอิทธิพลค่อนข้างมากต่อการเลือกกลุ่มสีที่ควรไปด้วยกันได้

หากเป็นไปได้ ลองหันมาคิดถึงเรื่องสีพร้อมๆกับกระบวนการขึ้นโครงสร้าง  เพื่อที่จะทำลายกรอบข้อจำกัดของสีหลังคา  และนำมาซึ่งสีที่ถูกใจมากที่สุด นอกจากนี้แล้ว  วัสดุตกแต่งอื่นๆ  เช่นอิฐ  ไม้  และกระเบื้อง  เราก็ควรต้องคำนึงถึง  ให้มีโทนสีที่เข้ากันกับตัวบ้านด้วยเช่นกัน

5. ไอเดียแต่งห้องบนอ่อนล่างเข้ม

การวางรูปแบบของสีที่เป็นที่นิยมกับแบบบ้านของคนไทยในปัจจุบัน คือการแบ่งการทาสีเป็นสองชั้น  โดยสีชั้นบนนิยมใช้สีที่อ่อนกว่า  และทาสีชั้นล่างให้มีน้ำหนักที่มากกว่า  เพื่อให้บ้านดูไม่เรียบจนเกินไป  และเกิดมิติของชั้นที่สวยงาม   วิธีนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบ้านชั้นเดียวได้เช่นกัน  โดยทาสีเข้มเป็นฐานของตัวบ้านสูงขึ้นมาประมาณ 1 ฟุต ถึง 1 เมตร การวางรูปแบบของการทาสีลักษณะนี้  เจ้าของบ้านสามารถนำไปออกแบบประยุกต์ใช้ได้ไม่ยากนักด้วยตนเอง  หากเป็นการวางรูปแบบสีตามแนวตั้ง  ก็จัดว่าเป็นอีกรูปแบบที่ดูทันสมัย  เหมาะกับบ้านทรงโมเดริ์นรูปแบบใหม่  แต่อาจต้องอาศัยประสบการณ์การเว้นจังหวะของสีที่ลงตัว

การทาสีเดียวทั้งหลังนั้นก็ไม่ผิด  กลับสร้างบรรยากาศให้บ้านดูมีเอกลักษณ์  และสไตล์ชัดเจนด้วยสีที่เต็มตา  แต่ต้องระมัดระวังการเลือกใช้สี  ที่ควรให้เข้ากับรูปแบบของบ้าน   และควรมีการตัดชอบเชิงชาย  วงกบประตูหน้าต่าง  ด้วยสีที่แตกต่าง  หรืออาจทาสีส่วนตกแต่งผนังไม้เชอร่า   ให้มีความโดดเด่นของน้ำหนักสีที่ต่างไป  นอกจากนี้อาจมีองค์ประกอบของวัสดุอื่นๆเช่นหินธรรมชาติหรือไม้  เข้ามาสร้างจังหวะให้ไม่เรียบจนเกินไป

6. ตัดขอบขาว สวย “ง่าย” แต่ไม่ใช่ สวย “ที่สุด”

หลายๆคนเมื่อเลือกสีหลักของตัวบ้าน  และห้องเรียบร้อยแล้ว  มักเลือกสีขาวมาใช้ในการตัดขอบต่างๆ  เนื่องจากตกแต่งง่าย  ไม่ต้องคิดมาก  และเป็นสีที่เข้าได้กับทุกๆสี  เพราะการเลือกสีให้ห้องและตัวบ้าน  ก็ใช้เวลามากพอแล้ว

สีขาว เป็นสีที่นำมาตัดกับสีต่างๆได้ดูน่ารักและสบายตาก็จริง  แต่หากลองใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกนิด  กับองค์ประกอบของสิ่งเล็กๆ  ลองเปลี่ยนมาเล่นสีกับวงกบและบานหน้าต่าง  ขอบเชิงชายและคิ้วบัว  ด้วยโทนสีที่กลมกลืนแต่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น  หรือด้วยโทนสีที่มีสีสัน  องค์ประกอบเล็กๆ  ก็จะกลับกลายเป็นไฮไลท์งานศิลป์ชิ้นสำคัญ  สร้างเอกลักษณ์สไตล์การตกแต่งที่เพิ่มมิติสีสันความโดดเด่นได้อย่างสวยงาม

“สีขาว มักถูกเลือกใช้บ่อยครั้งในการตัดของบัว คิ้ว หน้าต่างและเชิงชาย

เพราะเข้ากับทุกสีได้โดยง่าย และสบายตา ลองเปลี่ยนความคิด

กล้าที่จะเล่นสี  เพิ่มลูกเล่นให้กับองค์ประกอบเหล่านี้ดูบ้าง

ยากขึ้นอีกเพียงนิด แต่ผลลัพธ์ ได้มาซึ่งความสวยงามโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร”

7. ไอเดียแต่งห้องด้วยแสงต่างชนิด

หลายครั้งที่เราเลือกสีจากพัดสี  แต่เมื่อนำไปทาจริง  กลับรู้สึกว่าแตกต่าง ปัจจัยหนึ่งที่มีผลทำให้เห็นผลลัพธ์เช่นนั้น ก็คือการให้แสงทั้งภายในและภายนอก แสงเป็นปัจจัยสำคัญในการมองเห็นสีที่ถูกต้อง สี เมื่อถูกนำไปทาภายใต้แสงสีส้ม  หรือหลอดไฟแบบมีไส้  หรือหลอดไฟที่ให้ค่าแสงแบบ Day Light  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น  ก็จะถูกผสมแสงอุ่น  ทำให้สีดูเหลืองหรือส้มขึ้น   ขณะที่ภายใต้แสงขาวอย่างแสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนส์  สีจะถูกทำให้เย็นขึ้น  ด้วยเหตุนี้  การลวงตาของแสง  จึงถูกนำมาใช้ในชั้นวางขายของในซุปเปอร์มาเกต  ชั้นขายเนื้อสัตว์  ถูกจัดให้อยู่ภายใต้แสงอุ่นๆ  เพื่อให้สีของเนื้อสัตว์ดูแดงขึ้น  ขณะที่ผักและผลไม้  ถูกจัดวางให้อยู่ใต้แสงสีขาว  เพื่อทำให้ดูสดใหม่อยู่ตลอดเวลา  การลวงตาของสีกับแสงภายในห้องก็เช่นเดียวกัน

สำหรับแสงธรรมชาติภายนอก  อาคารด้านที่โดนแสง กับด้านที่ไม่โดนแสง  ก็ทำให้เราเห็นน้ำหนักสีที่เข้มอ่อนต่างกัน ทั้งๆที่เป็นสีเดียวกัน ดังนั้นการดูพัดสี  เพื่อให้เห็นค่าสีที่ถูกต้องที่สุด  ควรเลือกดูภายใต้แสงที่เราต้องการใช้จริง หรือหากเป็นการทาสีภายนอก ควรทำความเข้าใจกับแสงธรรมชาติ ที่มีโอกาสทำให้การเห็นค่าสีที่เปลี่ยนแปลงไป

8. ไอเดียแต่งห้องโมโนโทน

หลักการเลือกสีให้สวย  ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับเจ้าของบ้าน  ที่กำลังทดลองเป็นนักออกแบบมือใหม่  วิธีจับคู่สีแบบ  Monotone เป็นวิธีที่ง่าย  และเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด … โดยหากดูจากพัดสี  ให้เลือกจับคู่สีอ่อนและเข้มบนพัดสีที่อยู่แผ่นเดียวกันหรือแผ่นข้างๆกันไม่เกิน 3-4 แผ่น  เนื่องจากเป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกัน  และไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งของความรู้สึกทางสายตา  โดยคู่สีทั้งสอง  ควรมีสีใดสีหนึ่ง  ที่มีค่าของสีขาวผสมอยู่มากกว่า  หรือมีค่าความสว่างมากกว่า  เพื่อที่จะได้เกิดน้ำหนักที่แตกต่างอย่างชัดเจน  การเลือกสีโทนเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน  ที่มีค่าความสว่างอ่อนเข้มต่างกันนั้น  จะช่วยทำให้บ้านดูกลมกลืน  สบายตา … น้ำหนักของสีแตกต่าง  จะช่วยทำให้เกิดลูกเล่นของการออกแบบที่ทำได้ง่ายๆและสวยงาม   โดยสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งภายในห้องและตัวบ้าน

การเล่นสีแบบหลายๆสี  ที่อยู่คนละกลุ่มโทนกันนั้น  ก็สร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจได้เป็นอย่างดี  แต่เพียงหากต้องอาศัยประสบการณ์  และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ  เพื่อให้การแบ่งจังหวะของเฉดสี  มีการจัดวางที่ลงตัว  ไม่ขัดแย้ง  และรุนแรงเกินไป

9. ผลลัพธ์ของสี ต้องดูเมื่อแห้ง และทา 2 เที่ยว

ผลลัพธ์ของการเห็นเฉดของเนื้อสีที่ถูกต้อง  จะต้องดูตอนที่สีแห้งแล้วเท่านั้น  หากเราทาสีลงไปบนผนัง  และสียังไม่แห้งตัว  อย่าเพิ่งรีบอ่านค่าของสี  ที่ดูแล้วอาจมีความเข้มอ่อนไม่เหมือนกับในพัดสี  เมื่อสีแห้งตัวลง จะให้ผลลัพธ์ต่างกับสีที่ยังมีความชื้นอยู่  และความเจือจางของการผสมน้ำก็มีผลเช่นกัน  หากผสมเจือจางมากไป  สีก็จะใสไม่ขึ้นตัว  เพราะความเจือจาง  ทำให้เนื้อสีกลบสีของผนังพื้นหลังไม่มิด  จึงเกิดค่าของการผสมสีพื้นหลังกับสีที่ทา  ทำให้ค่าของสีผิดเพี้ยนไป  จึงควรผสมน้ำพอลื่นแปรงเท่านั้น

การทาสีให้ครบจำนวนเที่ยวตามคำแนะนำ  ก็มีผลต่อการขึ้นของสีเช่นกัน  หากทาเพียงเที่ยวเดียว  เนื้อสีที่ปรากฏจะยังชัดเจนไม่เพียงพอที่จะปรากฏสีที่แท้จริง  โดยส่วนใหญ่แนะนำให้ทาสองครั้งหลังจากรองพื้นแล้ว  เพื่อให้เนื้อสีแน่นและกลบทับสีของผนังพื้นผิวเดิมมิด  หรือหากเป็นเฉดสีเข้ม  อาจต้องใช้สีที่อ่อนกว่า 1 ค่า ทาเป็นสีพื้นหลังก่อน  เพื่อที่สีเข้มจะได้ขึ้นสีได้ง่ายขึ้น

10. ดูความสวยงาม และความรู้สึก

สี ไม่ใช่เพียงแต่แสดงลักษณะทางกายภาพ ที่ให้ความสวยงาม แต่หากยังมีผลมากมายต่อการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือพื้นที่สาธารณะ การนำไปตกแต่งร้านค้า ร้านอาหาร ก็มีผลต่อความรู้สึกของผู้เข้าใช้ทั้งสิ้น เพราะสีต่างก็มีความหมายในตัว บางสีที่ดูสวยในช่วงเวลาแรกที่เห็น เมื่ออยู่นานอาจทำให้รู้สึกอึดอัด บางสีที่ดูอบอุ่น แต่หากได้อยู่นานๆ อาจรู้สึกเบื่อ หรือไม่สดใส การค้นหาความรู้สึกของสี ที่มีผลกระทบต่อจิตใจของผู้อยู่อาศัย ซึ่งมีรสนิยมความชอบที่แตกต่างกันไป จึงเป็นตัวแปรที่ต้องนำมาตัดสินใจคู่กัน ห้องบางห้อง อาจเหมาะสำหรับสีที่โดดเด่น เล่นสีสัน แต่ในขณะที่ห้องบางห้อง อาจต้องเลือกใช้สีที่ผ่อนคลาย หรือสร้างสมาธิ ลักษณะการใช้งานจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึง

  • สีแดงเข้ม – ให้ความรู้สึก ปิติ อิ่มเอิบ อุดมสมบูรณ์
  • สีแดง – ให้ความรู้สึก กระตุ้นเร่งเร้า รุนแรง เร้าใจ มีอำนาจ
  • สีเขียวอ่อน – ให้ความรู้สึก สดชื่น เยือกเย็น มีชีวิตชีวา เจริญงอกงาม เป็นสีแห่งพลัง
  • สีเขียวเข้ม – ให้ความรู้สึก หดหู่ แก่ชรา ถ้าผสมกับสีเทา จะแลดูสลดรันทดใจ
  • สีน้ำเงิน – ให้ความรู้สึก เชื่อมั่น สงบ เข้มแข็ง หนักแน่น สุภาพ จริงจัง
  • สีฟ้า – ให้ความรู้สึก สงบเสงี่ยม เรียบร้อย ประณีต นุ่มนวล
  • สีเขียวเหลือง – ให้ความรู้สึก เจริญงอกงาม กระชุ่มกระชวย เป็นหนุ่มเป็นสาว
  • สีเหลือง – ให้ความรู้สึก สว่างสดใส ร่าเริง สดชื่น เปล่งประกาย
  • สีเหลืองอ่อน – ให้ความรู้สึก อ่อนเพลีย หมดหวัง
  • สีส้ม – ให้ความรู้สึก เกิดพลัง ตื่นเต้นเร้าใจ สนุกสนาน กระปรี้กระเปร่า
  • สีชมพู – ให้ความรู้สึก แจ่มใส รุ่งเรือง สมหวัง งดงามเรียบร้อย
  • สีม่วง -ให้ความรู้สึก สงบเงียบ โศกเศร้า ลี้ลับ แปลก ไม่เชื่อมั่น
  • สีดำ -ให้ความรู้สึก ว่างเปล่า มืดมน น่าค้นหา เป็นสีแห่งความลี้ลับ
  • สีขาว -ให้ความรู้สึก บริสุทธิ์ เบิกบาน เยือกเย็น
  • สีเทา -ให้ความรู้สึก สงบนิ่งเฉย ราบเรียบเข้าได้กับทุกสี
  • สีน้ำตาล -ให้ความรู้สึก เงียบขรึม เก่าแก่ หนักแน่น
  • สีทอง – สีเงิน ให้ความรู้สึก มั่นคงถาวร แวววาว โปร่งใส

สินค้าแนะนำ

เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับ “เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับการใช้สีเพื่อตกแต่งบ้าน” ในการเลือกสีของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทฤษฎี 60-30-10 หรือ การดูจากหลังคา เคล็ดลับเหล่านี้ ทุกท่านสามารถนำไปใช้กันได้นะคะ ไม่ว่าจะเป็น การตกแต่งบ้าน การรีโมเวทบ้าน หรือ การเปลี่ยนสีบ้านใหม่ การเปลี่ยน หรือตกแต่งบ้านบ่อยๆมันจะเป็นการดี ต่อความรู้สึก เพราะ การเปลี่ยนมุมมอง มักจะทำให้ความคิดของเราไหลลื่นได้ง่ายๆ เป็นการทำให้บ้านของเราดูไม่น่าเบื่อ หรือ ดูหน้ามองกันเลย!! 

📲1. ช้อปผ่าน LINE : @wehomeonline

📥2. ชอบผ่าน Inbox Facebook Page : m.me/WeHomeOnline

🌍3. ช้อปผ่านเว็บไซต์https://www.wehome.co.thตลอด 24 ชม.

🛒4. ช้อปผ่าน LAZADA : https://www.lazada.co.th/shop/wehome-online

🛒5. ช้อปผ่าน Shopee : https://www.shopee.co.th/ wehomeonline

🛒6. ช้อปผ่าน JD CENTRAL : https://www.jd.co.th/shop/pc/27676.html

🛒7. ช้อปผ่าน NOC NOC : 

📞8. มาหาเราสั่งของได้ 074-338-000

Select the fields to be shown. Others will be hidden. Drag and drop to rearrange the order.
  • Image
  • SKU
  • Rating
  • Price
  • Stock
  • Description
  • กำลังไฟฟ้า (วัตต์)
  • ขนาด
  • ความหนา
  • จำนวนช่อง
  • จำนวนชั้น
  • ชนิดฟิล์ม
  • การติดตั้ง
  • ทิศทาง
  • จำนวนที่นั่ง
  • น้ำหนัก (Kg)
  • ประเภทสินค้า
  • มาตรฐานการป้องกัน
  • ยาว
  • ยี่ห้อ
  • ระบบเปิด-ปิด
  • ระยะที่วัดได้
  • รูปทรง
  • ลักษณะบาน
  • วัสดุ
  • วัสดุหลัก
  • สี
  • หนา
  • เบอร์
  • แสงไฟ
  • Add to cart
  • Additional information
Click outside to hide the comparison bar
เปรียบเทียบ